แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภูเก็ต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภูเก็ต แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ปัญญาสิ่งแวดล้อมของจังหวัดภูเก็ต


หลังจากแร่ดีบุกในจังหวัดภูเก็ตน้อยลง จนมีปริมาณไม่เพียงพอที่ผู้ลงทุนขอสัมปทานเปิดเหมืองต่อไปได้ รัฐบาลและจังหวัดภูเก็ตพยายามที่จะพัฒนาเมืองภูเก็ตให้ยั่งยืนสืบไป และรุ่งเรืองดังเช่นสมัยที่เมืองภูเก็ตเต็มไปด้วยแร่ดีบุก ประกอบกับความโชคดีของจังหวัดภูเก็ตที่มีสิ่งทดแทน คือ ทะเล หาดทราย และแนวปะการังที่อุดมสมบูรณ์ จังหวัดภูเก็ตจึงได้วางแผนพัฒนาเมืองภูเก็ตให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2506 โดยความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมทรัพยกรธรณีวิทยา กรมโยธาธิการ กรมการบินพลเรือน สำนักผังเมือง บริษัทวิจัยธุรกิจ ในปี พ.ศ.2522 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ว่าจ้าง บริษัท Design 103 และ Pacific Consultants เป็นผู้ศึกษาโครงการ และจังหวัดภูเก็ตได้วางนโยบายสำคัญก่อนเปิดประตูสู่การท่องเที่ยว ดังนี้

1. คงไว้ซึ่งลักษณะประจำถิ่นของจังหวัดภูเก็ต

2. อนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

3. พัฒนาให้เป็นที่พักตากอากาศระดับสากล

4. พัฒนาชายหาดแต่ละแห่งให้เป็นสถานที่ตากอากาศ ที่มีลักษณะแตกต่างกันออกไป ตามลักษณะของนักท่องเที่ยว

5. พัฒนาสถานที่ตากอากาศ ที่มีลักษณะแตกต่างกันออกไปตามลักษณะของนักท่องเที่ยว

6. คงลักษณะที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของตัวเอง

7. ให้ประชาชนในท้องถิ่น ได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนาการท่องเที่ยวมากที่สุด

วัฒนธรรมทางภาษาภูเก็ต

วัฒนธรรมทางภาษาภูเก็ต


ภาษาของภูเก็ตแตกต่างไปจากภาษาของภาคใต้ทั่วไป ทั้งในด้านสำเนียงของภาษาการใช้คำเรียกชื่อสิ่งของและสถานที่ต่าง ๆ เนื่องจากภูเก็ตเป็นจังหวัดที่มีคนหลายชาติหลายภาษาเข้ามามีอิทธิพลเหนือคนพื้นเมืองในภูเก็ต โดยเฉพาะคนจีนได้เข้ามาตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ เข้ามาตั้งเตาถลุงแร่ และพากันหลั่งไหลเข้ามาทำงาน และตั้งถิ่นฐานในภูเก็ตเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งเมืองภูเก็ตมีประชาชนชาวจีนมากกว่าชนพื้นเมืองเสียอีก (จากหลักฐานสมัยอยุธยา แฮมิลตันได้บันทึกเรื่องราวไว้เมื่อ พ.ศ.2243-2262 ตรงกับ ค.ศ.1700-1719 ว่าบ้านเมืองนี้ปกครองด้วยคนจีน กดขี่ขูดรีดประชาชน ประชาชนค่อนข้างยากจน มีความเป็นอยู่อย่างง่าย ๆ และค่อนข้างจะเฉื่อยชา) ฉะนั้นภาษาของชาวภูเก็ตจึงเป็นภาษาที่ใช้ทับศัพท์ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ภาษามลายู ภาษาไทย และภาษาพื้นเมืองปะปนกันไปโดยตลอด และถือว่าเป็นภาษาเฉพาะตัวที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวภูเก็ตเท่านั้น เช่น

ภาษาท้องถิ่นภูเก็ต ปลาถ้ำ หาญตาย เบื้องขวด ดันพุง เคี่ยวใจ ลักซอก เหม็ดหลอ ถกหวัก เกลือเคย ไฟแกบ มีดแกะ รางราง หม่านิ้ง หอยขร่วน เหล็กไฟ ช้ำทอน ถั่วพรั่ง เหลว เอิดใจ เหล็กขูด เห็นดู หวังเหวิด กำดิง ชุ่น

คำยืมจากภาษาจีนฮกเกี้ยน จุ้ยก้าว เก้เปียะ เสียวโป๋ย ป๋าน ก่าโต้ อ่างอิ๋ว อี้เจ่ โฮเส่ เปาะเปี้ย ต่าวโฮ้ย อั่งหม้อเหลา ป่ายปั๋ว ก๋วยเตี๋ยว

คำยืมจากภาษาอังกฤษ ปลั๊ก ลอรี่ แย็ก หอน สิบปันหน๊า ปั๊ม

คำยืมจากภาษามลายู ชันชี บาหวั้ง เป๊ะ ปาเต๊ะ ตาเบ๊ะ รองเง็ง หล่องป้าง บ่านซ้าน โกปี้ โหล่ตี้ เส่ล้อง อ่าโป้ง ซับบุ๋น ต่อล้า ต๊าห่าน หงู่หนี้ โตหลง

ภาษาไทยผสมจีน เสาหล่อเต้ง ค่อใน หม่ำฉ่อ หมูต่าวอิ๋ว เชือกเกี่ยมฉ้าว อี่เจียะโก้ย

การละเล่นพื้นเมืองภูเก็ต

การละเล่นพื้นเมืองภูเก็ต

เนื่องจากชาวภูเก็ตที่ไม่นิยมจดบันทึกวรรณกรรมพื้นบ้านไว้เป็นลายลักษณ์อักษร หากแต่ใช้การจดจำและเล่าสืบต่อมา อาจเป็นเพราะยุคก่อนผู้คนยังไม่ได้รับการศึกษามีผู้อ่านออกเขียนได้น้อยมาก เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า จึงหลงลืมเลอะเลือนไปในที่สุด เช่นบทร้องของยี่เกรำมะนา เรื่องพระยาราชกปิตัน ซึ่งเป็นนายเรือชาวอังกฤษแต่งงานกับสาวชาวภูเก็ต แล้วรับภรรยาเดินทางไปยังเมืองกัลกัตตา เล่ากันว่า บทร้อยหรองสำหรับการขับร้องของตัวเอกของเรื่องนี้มีความไพเราะ และมีชั้นเชิงศิลปะการใช้ถ้อยคำที่น่าสนใจมาก แต่ปัจจุบันหาผู้จดจำมิได้อีกแล้ว วรรณกรรมที่หลงเหลือเป็นลายลักษณ์อักษรที่พอจะหาดูได้ในปัจจุบัน ได้แก่ หนังสือบุด ซึ่งศูนย์ศิลปวัฒนธรรม สถานบันราชภัฏภูเก็ตกำลังรวบรวม โดได้รับความร่วมมือจากผู้ที่มีไว้ในครอบครอง บริจาคไว้เพื่อให้ศึกษาทางศูนย์ศิลปวัฒนธรรมได้นำมาปริวรรต และพิมพ์อัดสำเนาออกเผยแพร่แก่ผู้ที่สนใจไปบ้างแล้ว เช่น หนังสือบุดช้างน้อย เรื่องพิเภกสอนบุตร พาลีสอนน้อง สวัสดิรักษา เป็นต้น นอกจากนี้ ได้มีผู้รวบรวมปริศนาคำทาย ที่ชาวภูเก็ตรุ่นเก่านำมาเล่นทายกัน และจัดพิมพ์อัดสำเนาเผยแพร่ เช่น ปริศนาคำทายจากบ้านม่าเหลา บ้านในทอน บ้านบางเทา บ้านลิพอน บ้านบ่อแร่ นางบุญนาค ศรีอักษร ได้รวบรวมนิทานพื้นบ้านภูเก็ตโดยการสัมภาษณ์และจัดพิมพ์อัดสำเนาได้หลายเรื่อง เช่น นิทานตายมดึง นิทานพ่อตาโต๊ะแซะ นิทานขี้เดินได้ นิทานเขานางพันธุรัตน์

วรรณกรรมพื้นบ้านที่ยังไม่ได้บันทึก ยังมีอื่น ๆ อีกมาก เช่น ปริศนาคำทาย สุภาษิตคำพังเพย ลายแทง เพลงเปล (เพลงกล่อมเด็ก) ตนโย้ง เพลงนา นอกจากนี้ จดหมายเหตุเมืองถลางตัดเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ อันมีค่ายิ่งของชาวภูเก็ต เป็นเรื่องราวของเมืองถลางในช่วง พ.ศ.2319 ถึง พ.ศ.2336 รวม 48 ฉบับ เป็นจดหมายที่ขุนนางเมืองถลาง เขียนถึงกัปตันฟรานซิส ไลท์ ที่เมืองปีนัง ด้วยภาษาที่ใช้ในเมืองถลางสมัยนั้น สำนวนภาษาที่ใช้เป็นเอกลักษณ์ของชาวภูเก็ตอย่างแท้จริง

การละเล่นพื้นเมืองภูเก็ต

การละเล่นพื้นเมืองภูเก็ต


การละเล่นเพื่อความบันเทิงของชาวภูเก็ตได้แก่ ตนโย้ง รองเง็ง ลิเกป่า หนังตลุง มโนราห์ ลิเก เป็นการละเล่นที่ได้นำมาแสดงในงานรื่นเริงต่าง ๆ และเลือกมาแสดงหรือละเล่นกันตามเชื้อสายเดิมของกลุ่มคนในละแวกหนึ่ง ๆ ชาวภูเก็ตเชื้อสายมาเลย์นิยมให้มีการเล่นรองเง็ง ตนโย้ง หรือลิเกป่า ในขณะที่ชาวภูเก็ตเชื้อสายไทยนิยมลิเก หนังตะลุง หรือมโนราห์ เหล่านี้เป็นต้น

ปัจจุบัน การละเล่นที่กล่าวมานี้เสื่อมความนิยม ที่ยังคงเหลืออยู่ก็มีการดัดแปลงประยุกต์จนผิดเพี้ยนไปจากเดิม เช่น นำรองเง็งมาดัดแปลงท่าร่ายรำให้มีกระบวนท่าสวยงามและมีความพร้อมเพรียง หนังตลุง มโนราห์ ลิเก นำเอาดนตรีประเภทสตริงมาใช้มีนักร้องและหางเครื่องเล่นเป็นการโหมโรงเรียกผู้ชม ตลอดจนการประยุกต์เรื่องหรือบทที่นำมาเล่น ตนโย้ง ลิเกป่า เป็นสิ่งซึ่งหาดูได้ยากขึ้น เพราะไม่มีใครนพมาเล่นหรือนำมาร่วมรายการแสดงในเทศกาลรื่นเริงต่าง ๆ ของชาวภูเก็ตเป็นเวลาหลายปีมาแล้ว

ส่วนการละเล่นของเด็ก ๆ ชาวภูเก็ตนั้น เด็กรุ่นเก่าจะรู้จักชื่อการละเล่นเหล่านี้ ได้แก่ อีฉุด ทอยราว ราวเด้อ อาว่าย ขว้างโผล้ เข้นังยอง นางชี หมากขุม เตย โตก (ซ่อนหา) ฯลฯ ในขณะที่เด็กรุ่นใหม่อาจไม่เคยได้ยิน หรือแทบจะไม่รู้จักการละเล่นเหล่านี้เลย เพราะขาดการถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่ง และเครื่องเล่นสมัยปัจจุบันจะดึงดูดความสนใจเด็กรุ่นใหม่ได้มากกว่า ในที่นี้จะนำการละเล่นพื้นเมืองของภูเก็ตมากล่าวไว้พอเป็นตัวอย่างเท่านั้น
อีฉุด
อีฉุด

อีฉุด

เป็นการเล่นที่ใช้เศษกระเยื้องเป็นอุปกรณ์ ผู้เล่นกี่คนก็ได้ ถ้า 2 คนขึ้นไป ก็จะผลัดกันเล่นหรือเป็นกลุ่มก็จะแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม และจะมีการแข่งขันกันในระหว่างผู้เล่น แต่ถ้าเล่นคนเดียวก็จะเป็นการเล่นเพื่อสนุกสนานแก้เหงา

วิธีเล่น ก่อนเริ่มเล่นผู้เล่นจะต้องบอกข้อตกลงหรือกติกาการเล่นให้ทุกคนเข้าใจ และการตัดสินว่าใครจะเป็นผู้เล่นก่อนหรือเล่นหลัง โดยการ ลา ลา หล้า ทุมโบ้ง หรือที่เรียกในภาษากลางว่า “ชันชี” จากนั้น ผู้เล่นจะขีดเส้น และกำนหนดขอบเขตที่เล่น ผู้ที่ชนะในการ ลา ลา หล้า ทุมโบ้ง จะเริ่มเล่นก่อนโดยใช้เศษกระเบื้อง “ทอย” หรือ “โยน” เข้าไปในขอบเขตนั้น ผู้เล่นจะต้องเขย่งกระโดดขาเดียว และใช้ขาข้างที่เป็นหลักในการทรงตัวนั้น กระโดดเตะ หรือภาษาภูเก็ตเรียกว่า “ฉุด” ให้เศษกระเบื้องนั้นเคลื่อนที่ออกมาจากเขตแดนหนึ่ง ๆ จนครบ คือ ผ่านหมดทุกเขต ถือว่าชนะ ถ้าใครเสียหลักในการทรงตัวก็ถือว่าแพ้ ต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งเล่นต่อไป และผู้เล่นคนใหม่ก็ต้องเริ่มต้นใหม่ในการทอย และเขย่งกระโดดขาเดียว เข้าไป “ฉุด” กระเบื้อง “ทอย” ด้วยเท้าที่กำลังเขย่งกระโดดเช่นเดิม ฝ่ายใดทำสำเร็จก่อนจะเป็นผู้ชนะ

ทอยราว

เป็นการเล่นที่นิยมเล่นในกลุ่มเด็กผู้ชาย อุปกรณ์ที่ใช้ในการเล่นได้แก่ เม็กมะม่วงหิมพานต์ที่ยังไม่ได้กะเทาะเมล็ดออก ไม้ไผ่ผ่าซีก ก้อนอิฐ

วิธีเล่น ผู้เล่นจัดเรียงเม็ดมะม่วงหิมพานต์บนไม้ไผ่ผ่าซีก ซึ่งวางให้สูงจากพื้นโดยแผ่นอิฐ กำหนดระยะสำหรับให้ผู้เล่นใช้ความแม่นยำในการเล็ง และขว้างเม็ดมะม่วงที่วางอยู่บนรางไม้ไผ่ให้หล่นจากราง โดยใช้เม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่ผู้เล่นคัดเอามาใช้ขว้าง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่หล่นจากรางจะเป็นของผู้ขว้างได้ ผู้เล่นจะผลัดกันขว้างจนหมดราว เมื่อจะเล่นใหม่ก็จะนำเม็ดมะม่วงหิมพานต์มาลงกองกลางกันใหม่ เพื่อผลัดกันใช้ความแม่นยำกันอีก

เครื่องมือเครื่องใช้ในการประกอบอาชีพ

เครื่องมือเครื่องใช้ในการประกอบอาชีพ

สมัยก่อนชาวภูเก็ตต้องใช่วัสดุในท้องถิ่นจักทำเครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือนขึ้นเองหรืออาจหาซื้อจากผู้มีฝีมือในการทำเครื่องมือเครื่องใช้เหล่านี้ออกจำหน่าย ได้แก่ หม้อดินเผา กระบวยตักน้ำ ทัพพีกะลามะพร้าว กระบุงตะกร้าไม้ไผ่ กระสอบเสื่อจากใบเตย สอบมุก กล่องใส่ของกระจุกกระจิก กันหม้อที่รองก้นหม้อสานด้วยเรียวมะพร้าว เตาไฟก่อขึ้นจากดินเหนียวอัดแน่นเป็นที่รองรับก้อนเส้า สำหรับชาวภูเก็ตที่มีฐานะดีจะก่อเตาไฟด้วยอิฐถือปูน (ภูเก็ตเรียก “โพ”) เชื้อเพลิงที่ใช้ในการหุงต้ม ได้แก่ ไม้ฟืนหรือเศษไม้ที่พอหาได้ในบริเวณใกล้บ้าน ต่อมาเชื้อเพลิงที่ใช้กับเตาไฟ ได้พัฒนาจากไม้ฟืนเป็นถ่านไม้ทะเลและถ่านไม้ตอน เกิดขึ้นจากการติดต่อค้าขายกับเมืองปีนังบางครอบครัวชาวจีนถือว่า เตาไฟหรือโพ เป็นที่สำหรับหุงหาอาหารจะแสดงการลบหลู่ดูหมิ่นไม่ได้ และจะมีจะมีกาทำพิธีบูชาเตาไฟด้วย

เครื่องมือในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม

เครื่องมือทำสวนมะพร้าว เช่น มีดเกี่ยวมะพร้าว มีดปอกมะพร้าว ลิงขึ้นมะพร้าว มีดพร้า จอบ และเสียม ฯลฯ

เครื่องมือทำสวยยางพารา เช่น มีดกรีดยาง ไฟส่องหน้ายาง กะลารองรับน้ำยาง ถังใส่น้ำยาง เครื่องรีดแผ่นยาง ฯลฯ

เครื่องมือทำนา เช่น ไถ คราด แกะเก็บข้าว (เครื่องมือเก็บข้าวที่ละรวง) กระเชอ กระด้ง ครกตำข้าว ครกสีข้าว ฯลฯ

เครื่องมือปลูกผัก เช่น กระบวยตักน้ำรดผัก ถังไม้ใส่ปุ๋ยคอก คราดไม้ไผ่ จอบดายหญ้า ฯลฯ

เครื่องมือเลี้ยงหมู เช่น คอกหมู ซึ่งกั้นคอกด้วยต้นมะพร้าวที่นำมาเลื่อยเป็นท่อน ๆ รางข้าวหมูซึ่งนำไม้มาขุดทำเป็นรางข้าว มีดหั่นหยวกกล้วยอาหารหมู (ลักษณะโค้งเหมือนพระจันทร์เสี้ยว มีมือถือสองข้าง) ฯลฯ

เครื่องมือประมงชายฝั่ง เช่น เรือ พาย แห เบ็ด อวน ไซ ลอบ กัด หยองตกปู ข้องใส่ปลา ฯลฯ เครื่องมือในการประกอบอาชีพร่อนแร่

ชาวภูเก็ตที่ไม่มีทุนทรัพย์พอแก่การทำเหมืองแร่ สามารถหาแร่เพื่อการยังชีพด้วยการร่อนแร่และขุดหาแร่ในบริเวณนอกเขตสัมปทานที่คาดว่ามีแหล่งแร่ หรือได้รับอนุญาตจากผู้ได้รับสัมปทานในการทำเหมืองแร่ให้ร่อนแร่ท้ายรางเหมืองสูบ ผู้ที่หาแร่ดีบุกด้วยวิธีนี้ ต้องมีใบอนุญาตจากสำนักงานทรัพยากรธรณีจังหวัด ให้ทำการร่อนแร่หรือขุดหาแร่นอกเขตสัมปทานได้ปีต่อปี เครื่องมือที่ใช้หาแร่แบบนี้ได้แก่ เลียงร่อนแร่ เหล็กขุด กะลาใส่แร่ หมวกกุ้ยเล้ย ผ้าโพกหัว เสียม (เหล็กแล่ง) ค้อนแบบตะขอเหล็ก ฯลฯ ปัจจุบันอาชีพนี้ยังคงมีทำกันบ้างเล็กน้อยไม่เหมือนแต่ก่อน ผู้มีทุนทรัพย์จะขอสัมปทานทำเหมือนแร่โดยใช้เครื่องจักรและว่าจ้างคนงาน (ถ้าเป็นระดับกรรมกรจะเรียกว่ากุลีเหมือง)

เหมืองแร่ดีบุกที่นิยมทำกันในสมัยก่อนมีหลายแบบ เช่น เหมืองหาบ เหมืองสูบ เหมืองฉีด เหมืองรู เป็นต้น มายุคหลังประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา กิจการเหมืองแร่ซึ่งดำเนินงานโดยชาวต่างประเทศได้หยุดชะงัก ทำให้ประชาชนบางกลุ่มตื่นตัวเรื่องการทำแร่ในทะเล และนำวิธีการแบบเรือขุดแร่ของบริษัทต่างประเทศมาใช้ คือ เครื่องจักรดูดแร่ในทะเลขึ้นมา ที่มีทุนน้อยก็ใช้วิธีดำน้ำหาแหล่งแร่ เมื่อพบก็ใช้วิธีตักขึ้นมา ซึ่งต้องอาศัยผู้ชำนาญในการดำน้ำ ปัจจุบันแร่ดีบุกกำลังจะหมดไป ฉะนั้นเหมืองแร่ขนาดใหญ่จึงต้องปิดกิจการ ยังคงมีการทำเหมืองแร่กันบ้าง ก็เป็นเหมืองแร่ในทะเล

ความเชื่อในท้องถิ่น

ชาวภูเก็ตมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องไสยศาสตร์ เวทย์มนต์คาถา และสิ่งเร้นลับซึ่งพิสูจน์ไม่ได้ ซึ่งสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ เช่น การตั้งศาลพระภูมิ โดยมีความเชื่อว่าศาลพระภูมิเป็นที่สิงสถิตของวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าที่ หรือเรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า “เจ้าที่เจ้าทาง” เมื่อคนภูเก็ตเข้าครอบครองดินแดนบริเวณใด ก็มักจะทำพิธีบวงสรวงเพื่อเซ่นไหว้เจ้าที่ เพื่อเป็นสวัสดิมงคลและคุ้มครองผู้ที่อยู่อาศัย เมื่อสร้างศาลพระภูมิเสร็จก็จะทำพิธีอันเชิญดวงวิญญาณของเจ้าที่มาสถิต และบวงสรวงด้วยอาหารคาวหวาน ซึ่งมักนิยมทำพิธีในวันเสาร์หรือวันอังคารข้างขึ้น เดือนสี่ นอกจากนี้ ชาวภูเก็ตเชื้อสายจีนจะบูชาเทวดา ที่เรียกว่า “ถี่กง” ซึ่งอัญเชิญไว้ที่หิ้งเล็กๆ ติดไว้ที่เสาบ้านด้านซ้ายมือของตัวบ้าน ทั้งนี้ด้วยเหตุผลประการเดียวคือ เพื่อให้คุ้มครองปกปักรักษาผู้อยู่อาศัยในบ้าน
ความเชื่อในท้องถิ่น
ความเชื่อในท้องถิ่น

ชาวภูเก็ตจะมีการปฏิบัติบางอย่าง เพื่อความเป็นสวัสดิมงคลของลูกหลาน เช่น ชาวภูเก็ตรุ่นเก่ามักจะห้ามมิให้ลูกหลานนอนในเวลาโพล้เพล้ใกล้ค่ำ โดยอ้างว่าตะวันจะข่มดวงตา (หวันขมตา) ตอนเย็นใกล้ค่ำจะไม่ออกมานั่งนอกบ้านหรือทักสิ่งใดๆ ที่ผิดปกติ เพราะเป็นเวลาที่ผี (วิญญาณ) ออกหากิน ให้เวลานั้นผ่านไปเสียก่อนจึงออกไปได้ ห้ามนอนหันศีรษะไปทางทิศตะวันตก เพราะเชื่อว่าคนตายเท่านั้นที่หันศีรษะไปทางทิศตะวันตก ห้ามขานรับเมื่อมีเสียงเรียกในเวลากลางคืน (ดึกๆ ) ห้ามกินผลไม้ที่มีโจแขวนอยู่ เพราะจะทำให้ท้องป่องไม่ยุบ และจะต้องตายในที่สุด ห้ามตัดเล็บในเวลากลางคืน เพราะผีหลังกลวงจะมาเก็บเล็บไปใส่หลังให้เต็ม ห้ามจ่ายเงินในช่วงเวลารับประทานอาหารเพราะเชื่อว่า ถ้าจ่ายในช่วงนั้นจะเก็นเงินทองไม่อยู่ เสร็จธุระเรื่องการกินเสียก่อนค่อยจ่ายเงิน หญิงมีครรภ์จะต้องเอาเข็มซ่อนปลายกลัดติดชายพกไว้เมื่อเวลาเกิดจันทรุปราคา ห้ามชมเด็กว่าน่ารัก สวย ดี ให้กล่าวว่า น่าเกลียดน่าชังแทน เพราะเกรงว่าภูติผีจะมานำตัวเด็กไป เชื่อว่าเด็กตัวร้อน ร้องไห้ และสะดุ้งบ่อยๆ โดยไม่มีสาเหตุเกิดจากวิญญาณบรรพบุรุษมาทัก ความเชื่อเกี่ยวกับการใช้ยากลางบ้าน ยาจากซินแส หรือยาจากการเข้าทรงของร่างทรง ในเรื่องนี้ ไม่ว่าในอดีตหรือปัจจุบัน ภูเก็ตก็ยังคงมีความนิยมอยู่ เช่น ไปเซียมซีขอยาจากศาลเจ้าต่างๆ เมื่อได้ชื่อยาก็จะมาเจียดยาที่ร้านขายยา บางสำนักซึ่งมีการเข้าทรงของวิญญาณต่างๆ จะมีการเตรียมยาต้มไว้ให้ผู้ป่วยอีกด้วย นอกจากนี้ ความเชื่อเกี่ยวกับน้ำมนต์ของหลวงพ่อวัดฉลองที่สามารถรักษาโรคกระดูกได้เป็นอย่างดี ความศักดิ์สิทธิ์ของไม้เท้าหลวงพ่อวัดฉลองที่สามารถรักษาโรคได้ ชี้ให้ปานหรือเนื้องอกหายได้

ส่วนความเชื่อของชาวเล หรือ ชาวน้ำ ซึ่งเป็นกลุ่มชนที่อพยพมาตั้งรกรากอยู่นานจนกลายเป็นชาวภูเก็ตที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นายสุธิวงศ์ พงษ์ไพบูลย์ ได้กล่าวถึงประเพณีลอยเรือของชาวเกาะสิเหร่ว่า ประเพณีนี้เกิดจากความเสี่ยงภัยในการดำเนินชีวิตตามสภาพที่ชนกลุ่มนี้ต้องเผชิญอยู่ แม้ชาวเลจะได้สมญาว่า “เจ้าทะเล” แต่พวกเขาต้องผจญภัยในทะเลเกือบตลอดเวลา และเคยเอาชีวิตสังเวยทะเลเป็นจำนวนไม่น้อย คลื่นลมคือมัจจุราชที่ฉกาจ จึงต้องหันมาพึ่ง “พึ่ง” (ผีฟ้าพวกหนึ่งเชื่อว่าลงมาจากสวรรค์ อาศัยอยู่ในทะเล มีลักษณะเป็นดวงไฟมีสีต่างๆ ) คือ เทพเจ้าแห่งเกาะ ซึ่งเชื่อว่าอาจดลบันดาลทุกสิ่งทุกอย่างให้เกิดขึ้นได้ ชาวเลจึงกระทำพิธีลอยเรือเพื่อขออำนาจเจ้าเกาะมาช่วยคุ้มครอง และขับไล่สิ่งอัปมงคลออกจากเกาะ เป็นความเชื่อที่เกิดเป็นนิสัยฝังลึกจนเกิดเป็นกิจกรรมต่างๆ เริ่มตั้งแต่เสาะหาไม้มาต่อเรือ สลักตุ๊กตาเป็นฝีพาย การทำตุ๊กตาสะเดาะเคราะห์เท่าจำนวนสมาชิกในแต่ละครอบครัว และเข้าร่วมพิธีกรรมตามคำแนะนำของ “โต๊ะหมอ” ผู้นำในการทำพิธีลอยเรือ

ความเชื่อเรื่องการเกิดของชาวเล จะต้องจัดสิ่งของต่างๆ ใส่สอบราด (ราด หมายถึง การให้เงินตอบแทน) สำหรับตั้งราดให้แก่หมอตำแย เพื่อให้การคลอดปลอดภัย ได้แก่ ข้าวสาร 1 กระป๋องเล็ก ด้ายดิบ 1 ขด เทียน 1 เล่ม หมาก 5 คำ พลู 5 ใบ เงินแล้วแต่จะให้ ความเชื่อเรื่องการฝังศพ เมื่อฝังศพผู้ตาย 1 ศพ ต้องปลูกมะพร้าวไว้ 1 ต้น เพื่ออธิษฐานว่าบรรพบุรุษเมื่อตายไปแล้วชีวิตลูกหลานอยู่กันเป็นสุขหรือไม่ ถ้ามะพร้าวงอกงามดีแสดงว่ามีความสุข คนตาย 1 คน จะต้องใช้มะพร้าว 2 ผล ผ่าสังเวยการฝังศพ ศพของผู้ตายจะหันศีรษะไปทางทิศเหนือ เพื่อให้ตรงกันข้ามกับคนที่มีชีวิตอยู่ หลังจากไปร่วมงานศพแล้วล้างมือ ล้างเท้า ให้สะอาด มิฉะนั้นวิญญาณของผู้ตายจะมาหลอกหลอน

วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

การตั้งถิ่นฐานในภูเก็ต

การตั้งถิ่นฐานในภูเก็ต

การตั้งถิ่นฐานในภูเก็ต
การตั้งถิ่นฐานในภูเก็ต

นายพรชัย สุจิตต์ ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ในภูเก็ต ในงานสัมมนาประวัติศาสตร์ถลางในปี พ.ศ.2527 ว่า “น่าเสียดายที่เราไม่พบแหล่งที่อยู่อาศัยของมนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ บนเกาะนี้”

การพบร่องรอยของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เป็นการแสดงถึงการเริ่มถ่ายทอดวัฒนธรรมสู่ดินแดนนี้ ร่องรอยของมนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ในละแวกนี้ จะพบบริเวณอ่าวพังงา เช่นภาพเขียนสีที่เขาเขียน ภาพเรือไวกิ้งที่ถ้ำไวกิ้ง ภาพเขียนสีที่ถ้ำผีหัวโต จังหวัดกระบี่ และโครงกระดูกที่ถ้ำหลังโรงเรียน ตำบลทับปริก อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ การที่นักโบราณคดีไม่พบร่องรอยทางประวัติศาสตร์ของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์อาจจะเป็นเพราะจังหวัดภูเก็ตตั้งอยู่ด้านนอกของชายฝั่งทะเล คลื่นลมมรสุมพายุรุนแรงกว่าจังหวัดใกล้เคียง ไม่เหมาะที่จะตั้งถิ่นฐาน ประกอบกับลักษณะทางธรณีวิทยาของขังหวัดภูเก็ต เป็นหินแกรนิต ไม่ใช่หินปูน การเกิดโพรงถ้ำเหมาะที่จะเป็นที่อาศัยหลบลมจึงมีน้อยซึ่งแตกต่างจากจังหวัดพังงา บริเวณที่พบหลักฐาน มักจะเป็นโพรงถ้ำหินปูน ลักษณะภูมิประเทศเป็นอ่าว กำบังลมพายุในหน้ามรสุมได้ดี

ภูเก็ตเป็นดินแดนที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์มาตั้งแต่อดีต ในฐานะเมืองค้าดีบุก นอกจากนี้เกาะภูเก็ตยังใช้เป็นที่พักแวะจอดเรือเพื่อหาอาหารและน้ำจืด และเป็นที่กำบังลมพายุ โดยเฉพาะบริเวณชายฝั่งด้านทะเลตะวันออกของเกาะ เช่น อ่าวฉลอง อ่าวภูเก็ต อ่าวมะขาม นอกจากนี้ภูเก็ตยังอุดมไปด้วยแร่ดีบุก ด้วยสาเหตุดังกล่าว ภูเก็ตจึงเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยและตั้งถิ่นฐานเพียงระยะหนึ่งของบุคคลหลายเชื้อชาติหลายภาษาเท่านั้น จะเห็นได้จากเจ้าเมืองที่เข้ามาปกครองภูเก็ต มีทั้งฝรั่ง จีน แขก ทุกเชื้อชาติที่เข้ามาอยู่ในภูเก็ตต่างก็มีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง วัฒนธรรมเหล่านี้ได้สืบทอดถ่ายเทสู่กลุ่มคนในภูเก็ตหลายยุคหลายสมัย จนทำให้วัฒนธรรมภูเก็ต เป็นวัฒนธรรมที่ผสมผสาน ในหลายๆ รูปแบบ จนถึงปัจจุบัน

ความเป็นมาของชาวภูเก็ต

ความเป็นมาของชาวภูเก็ต

ความเป็นมาของชาวภูเก็ต
ความเป็นมาของชาวภูเก็ต

ผู้คนในภูเก็ตแต่เดิมนั้น สันนิษฐานว่า เป็นชาวป่าดงเช่นเดียวกับผู้คนในภาคใต้โดยทั่วไป อันประกอบด้วยพวก “กาฮาซี” ซึ่งมีผิวเนื้อดำ ตาโปนขาว ผมหยิก ร่างกายสูงใหญ่ ใบหน้ามน ฟังแหลม ชอบกินคนและสัตว์เป็นอาหาร (นายประสิทธิ ชิณการณ์ อ้างถึงการค้นคว้าของ พระยาสมันตรัฐบุรินทร์ ในหนังสือสัมมนาประวัติศาสตร์ถลาง) ชนพื้นเมืองดังกล่าวประกอบด้วย

พวกซาไก ผมหยิก ตาโปนขาว ริมฝีปากหนา ชอบล่าสัตว์ กินผลไม้เป็นอาหาร ไม่ดุร้าย

พวกเซียมัง คล้ายซาไก ชอบอาศัยอยู่บนภูเขาสูง

พวกโอรังลาโอด เป็นพวกที่ชอบอยู่ตามเกาะริมทะเล ใช้เรือเป็นพาหนะ ไม่ชอบอยู่บนบก เรียกว่า “ชาวน้ำ” หรือที่ชาวภูเก็ตเรียกว่า “ชาวเล” กลุ่มชนพวกโอรังลาโอดพวกนี้ตั้งถิ่นฐานเดิมอยู่บริเวณช่องแคบมะละกา และได้อพยพโยกย้ายไปอยู่ตามเกาะต่างๆ ริมฝั่งทะเลอันดามันตลอดเวลา จนได้ชื่อว่าผู้เร่ร่อนแห่งท้องทะเล (Sea Gypsy) ปัจจุบันยังคงมีชาวเลหลงเหลืออยู่ตามชายหาดของเกาะภูเก็ตหลายกลุ่ม เช่น บริเวณหาดราไวย์ แหลมกา เกาะสิเหร่ อ่าวสะปำ บ้านเหนือ และแหลมหลา (บ้านไม้ขาว) เป็นกลุ่มเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วไปบริเวณชายฝั่งทะเลอันดามัน ชาวเลยังเป็นพวกเดียวที่ยังอาศัยอยู่ในภูเก็ตจนถึงปัจจุบัน แต่วิถีชีวิต ค่านิยม และความเชื่อของชาวเลเปลี่ยนไปเพราะความเจริญ และวัฒนธรรมสมัยใหม่เข้าไปเปลี่ยนแปลงทำให้เป็นชาวเลยุคใหม่ เช่น การนับถือศาสนา การประกอบอาชีพ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีชนชาติมอญที่เข้ามาอาศัยในภูเก็ต เช่นเดียวกับพวกอินเดียและพม่า เพราะลักษณะบ้านเรือนที่อยู่อาศัยมีลักษณะเช่นเดียวกันกับชาวมอญที่มะริด โดยเฉพาะบ้านเรือนของคนไทยเชื้อสายผู้ดีในภูเก็ต และบ้านเรือนของชาวมุสลิมที่อาศัยตามชายทะเล นอกจากนี้วัดฉลอง (วัดไชยธาราราม) ยังมีเสาธงที่ประดับด้วยรูปหงส์ตามประเพณีมอญปรากฏอยู่ที่หน้าวัดมาตั้งแต่โบราณ เพิ่งมาถูกฟ้าผ่าทำลายลงเมื่อประมาณ 70 ปีที่แล้วแม้จะปรากฏหลักฐานว่า มีกลุ่มคนหลายชาติหลายภาษาเข้ามาอยู่ในภูเก็ต แต่ไม่มีหลักฐานทางศาสนาและสถานที่สำคัญเหมือนที่นครศรีธรรมราช ทั้งนี้เพราะภูเก็ตเป็นเมืองเล็กๆ เหมาะที่จะแวะพักชั่วคราวเพื่อขุดหาแร่ดีบุก ซ่อมแซมเรือ และหาน้ำดื่มเท่านั้น

นายประสิทธิ ชิณการณ์ กล่าวไว้ในเอกสารเรื่อง ชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรมของชาวภูเก็ตในสมัยก่อนและปัจจุบันว่า คนไทยเริ่มอพยพเข้าสู่ภาคใต้เมื่อราว พ.ศ.500 มาอยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์ชาวอินเดีย ซึ่งมีอำนาจอยู่แถบจังหวัดนครศรีธรรมราชจนถึง พ.ศ. 800 จึงได้ตั้งตนเป็นอิสระ ปกครองดินแดนภาคใต้แทนชาวอินเดีย และมีผู้ปกครองเป็นคนไทยเรื่อยมาจนถึง พ.ศ.183 พ่อขุนรามคำแหงมหาราชแห่งสุโขทัยได้รวบรวมดินแดนภาคใต้ตลอดแหลมมลายูเอาไว้ในอำนาจ และเริ่มเข้าสู่ประวัติศาสตร์ชาติไทยตั้งแต่นั้นมา

ทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ของจังหวัดภูเก็ต เป็นที่ต้องการของชาวต่างชาติมาโดยตลอด ในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีชาวโปรตุเกส ฮอลันดา และฝรั่งเศสเข้ามาตั้งห้าง เพื่อซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากับแร่ดีบุก ต่อมาสมัยรัตนโกสินทร์มีชาวตะวันตก ชาวจีน และชาวอินเดีย ได้เข้ามาทำมาหากิน ทำเหมืองแร่ในภูเก็ต และได้นำเอาวิทยาการใหม่ๆ เข้ามาเผยแพร่ ทำให้วัฒนธรรมภูเก็ตมีลักษณะหลากหลายมากยิ่งขึ้น เช่น การรับความเชื่อจากศาสนาฮินดู เกี่ยวกับประเพณีสงกรานต์ การนับถือพระอิศวร พระพรหม พระนารายณ์ เข้ามาผสมผสานกับการนับถือพุทธศาสนา นอกจากนี้ยังรับภาษาพูดมาจากภาษามลายู ภาษาอังกฤษ และ ภาษาจีน ขนบธรรมเนียมประเพณีจึงมีทั้งพิธีพุทธ พิธีพราหมณ์ พิธีจีน ผสมผสานเป็นวัฒนธรรมของชาวภูเก็ต ทั้งนี้เพราะมีคนต่างชาติต่างภาษาเข้ามามีอิทธิพลในภูเก็ตหลายพวกนั่นเอง

ภูเก็ตในอดีต เป็นสังคมชนบทที่อยู่รวมกันด้วยความสามัคคี ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านแรงงาน พืชผล การให้ปันสิ่งของ แม้กระทั่งที่ดินทำกินหรือที่อยู่อาศัย ภูเก็ตเป็นสังคมที่ผู้คนค่อนข้างจะเป็นตัวของตัวเองสูง พูดจาเสียงดังไม่เกรงใจใคร รักพวกพ้อง มักจะเรียกกลุ่มของตนตามหมู่บ้านที่อยู่ เช่น ชาวบางเหนียว ชาวสามกอง ชาวโรงอิฐ พวกบ้านส้าน บ้านพอน บ้านเคียน ฯลฯ ปัจจุบันสังคมภูเก็ตเปลี่ยนไปเป็นสังคมเมือง การช่วยเหลือเกื้อกูลแบบให้เปล่าเปลี่ยนเป็นการซื้อขาย ทุกอย่างกลายเป็นธุรกิจไปหมด ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันลดลง เกิดความระแวงหวาดกลัวว่า จะถูกเอารัดเอาเปรียบจากคนแปลกหน้า ทุกคนจะเริ่มคำนึงถึงตนเองมากกว่าสังคมส่วนรวม สังคมภูเก็ตจึงเพิ่มความหลากหลายทางวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้น เพราะการอพยพเข้าสู่ภูเก็ตของคนต่างถิ่นทั้งภายในและภายนอกประเทศ เป็นไปเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทั้งสิ้น สิ่งที่ส่งผลต่อวัฒนธรรมของชาวภูเก็ต ได้แก่ สภาพภูมิศาสตร์ ศาสนา ความเชื่อ ค่านิยม อิทธิพลจากวัฒนธรรมอื่น

นายประสิทธิ ชิณการณ์

นายประสิทธิ ชิณการณ์

นายประสิทธิ ชิณการณ์
นายประสิทธิ ชิณการณ์

นายประสิทธิ ชิณการณ์ เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ ให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่น ทางด้านวัฒนธรรมภาคใต้ สาขามนุษยศาสตร์ ประจำปี พ.ศ.2530 จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ นับเป็นบุคคลคนแรกของภูเก็ตที่ได้รับรางวัลนี้ ในปี พ.ศ.2538 ท่านได้รับพระราชทานปริญญากิตติมศักดิ์ สาขาวัฒนธรรมศึกษา ได้รับโล่และเกียรติบัตร ในฐานะนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นดีเด่น จากมูลนิธิท้าวเทพกระษัตรี-ท้าวศรีสุนทร

ประวัติการศึกษาและผลงาน

พ.ศ.2480 จบมัธยมปีที่ 1 จากโรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย
พ.ศ.2484-2487 เป็นครูประชาบาลโรงเรียนประชาบาลตำบลราไวย์ (วัดสว่างอารมณ์) อ.เมือง จ.ภูเก็ต
พ.ศ.2487-2493 ทำงานส่วนตัวในสวนยางพาราที่ตำบลฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต
พ.ศ.2493-2494 เป็นสมุห์บัญชีบริษัทโฮ่ยเซี้ยง จำกัด และบริษัทในเครือ
พ.ศ.2495-2532 เป็นเลขานุการบริษัทโฮ่ยเซี้ยง จำกัด และบริษัทในเครือ
พ.ศ.2509 เป็นกรรมการดำเนินงานจัดสร้างอนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี-ท้าวศรีสุนทร
พ.ศ.2523-2525 เป็นอนุกรรมการวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานกลุ่มผู้สนใจประวัติศาสตร์เมืองภูเก็ต (คนแรก)
พ.ศ.2527-2534 เป็นประธานกลุ่มผู้สนใจประวัติศาสตร์เมืองภูเก็ต ครั้งที่ 2
พ.ศ.2529-2530 เป็นอนุกรรมการวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต
พ.ศ.2535-ปัจจุบัน เป็นที่ปรึกษาของกลุ่มผู้สนใจประวัติศาสตร์เมืองภูเก็จ
พ.ศ.2546 ได้รับพระราชทานโล่เกียรติยศรางวัลอนุสรณ์สงขลานครินทร์ ในฐานะผู้อุทิศตนทำประโยชน์แก่ชุมชนในภาคใต้ และได้รับเข็มประกาศเกียรติคุณ “คนดีศรีภูเก็ต” ประจำปี พ.ศ.2546
เมื่อ พ.ศ.2505 นายอ้วน สุระกุล อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ได้มอบจดหมายของท้าวเทพกระษัตรี ซึ่งถ่ายสำเนาจากประเทศอังกฤษจำนวน 6 ฉบับ ให้นายประสิทธิ ชิณการณ์ อ่านและเผยแพร่ ทำให้ท่านเกิดแรงบันดาลใจ จึงได้ประพันธ์ร้อยกรอง “ยอดนารีศรีถลาง” ซึ่งมีเนื้อร้องดังนี้

ยอดนารีศรีถลาง
ยอดเอ๋ยยอดนารี นามท้าวเทพกระษัตรีศรีถลาง
กับท้าวศรีสุนทรอ่อนสำอาง เป็นตัวอย่างกุลสตรีผู้ดีงาม
องอาจหาญต้านไพรีเช่นวีรชาติ ชาญฉลาดรอบรู้ศัตรูขาม
เสียสละความสุขตนเป็นผลตาม ให้เกิดความดีอยู่คู่เมืองเอย
ดอกเอ๋ยดอกจันทร์กะพ้อ แผ่กิ่งก้านบานช่อพุ่มสาขา
ส่งกลิ่นหอมเยือกเย็นเป็นอัตรา ปวงประชาสุขสมปรารมภ์รัก
มุกเอ๋ยมุกดาวดี ปลอดไฝฝ้าราคีสมศรีศักดิ์
งามเด่นอยู่คู่เมืองรุ่งเรืองนัก เป็นประจักษ์พยานที่ความดีเอย

นายประสิทธิ ชิณการณ์ ได้มอบบทร้อยกรองต้นแบบข้างต้นให้นายประพันธ์ ทิมเทศ จัดทำทำนองแล้วปรับปรุงให้เป็นเนื้อร้อง กลายเป็นเพลงประจำจังหวัดภูเก็ต ที่เริ่มความว่า “ท้าวเทพกระษัตรีศรีสุนทร นามกรยอดนารีศรีถลาง เป็นทวีที่ควรเทิดน้ำใจนาง และตัวอย่างกุลสตรีนารีสมัย”

นายประสิทธิ ชิณการณ์ เป็นนักประพันธ์เรื่องสั้นที่มีสำนวนการเขียนแนวเดียวกับไม้เมืองเดิม และ ยาขอบ ช่วงแรกส่งลงพิมพ์เผยแพร่ในนิตยสารสวนอักษร ประมวญสาส์นและเอกชน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2501 ส่งลงพิมพ์ใน นิตยสารแม่บ้านการเรือน เช่น สองหญิงยังไม่สิ้นซากรัก สาปสวรรค์ บางนอน ยักษ์ไม่มีเขี้ยว ทำเพื่อใคร ซอยตลิ่งชัน ผู้ร้ายที่รัก วิมานนิมิต ค.ร.น หมอเจิดตัดสินใจ

นอกจากเรื่องสั้นแล้ว นายประสิทธิ ชิณการณ์ ยังได้เรียบเรียงบทความและข้อเขียนที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับงานวัฒนธรรมทุกสาขาให้หน่วยงานต่าง ๆ และลงพิมพ์ในหนังสือปักษ์ใต้ และหนังสืออื่น ๆ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2494 เป็นต้นมา ผลงานเหล่านั้นเป็นประโยชน์ต่องานวัฒนธรรมและการศึกษา เช่น ชีวิตไทยถิ่นภูเก็ต บทละครอิงประวัติศาสตร์แสดงทางโทรทัศน์เรื่อง ยอดนารีศรีถลาง และ ถลางแตก บทความทางวัฒนธรรมอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก เช่น ประเพณีกินผัก ประเพณีพ้อต่อ อาถรรพ์หลวงพ่อแช่ม เชี้ยม สันนิษฐานเรื่อง ยี่เกรำมะนา ประวัติศาสตร์ย้อนรอยตัวเอง : ดีบุก ชนวนจลาจลเมืองภูเก็ต เหมืองแร่ รองเง็งชาวเล ภูเก็ตในทัศนะของชาวเกาหลี ฯลฯ ปริวรรตจดหมายเหตุเมืองถลาง อันเป็นต้นเหตุให้มีการสร้างอนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี-ท้าวศรีสุนทร เป็นต้น งานประพันธ์เรื่องที่ยาวที่สุดคือ นวนิยายเกร็ดพงศาวดารเมืองถลาง เรื่อง ชีวประวัติของพระยาเพชรคีรีศรีพิชัยสงครามรามคำแหงเจ้าพระยาถลาง ลงพิมพ์ เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ปักษ์ใต้ เป็นครั้งแรกตั้งแต่ฉบับที่ 2001 ปีที่ 31 ฉบับลงวันที่ 15 มกราคม 2526 นวนิยายเรื่องนี้ได้สอดแทรกประเพณีในเมืองถลางไว้มากมาย เช่น การบวช การแต่งงาน การแต่งกาย การรับประทานอาหาร การต้อนรับแขกและคนอื่น ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง ซึ่งเรื่องนี้นอกจากจะให้อรรถรสทางภาษาและเกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์แล้วผู้อ่านยังได้รับความรู้เกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณีของเมืองถลางอย่างจุใจ นับได้ว่าเรื่องราวของพระยาเชรคีรีศรีพิชัยสงครามรามคำแหง เป็นนวนิยาย เรื่องเดียวที่ประมวลสรรพความรู้ของเมืองถลางไว้ได้มากที่สุด

เมื่อสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้จัดตั้งศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ตขึ้นในวิทยาลัยครูภูเก็ต (มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต) ได้เสนอโครงการศึกษา ค้นคว้า รวบรวม ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นภูเก็ต ได้เชิญนายประสิทธิ ชิณการณ์ และนายสกุล ณ นครซึ่งเป็นอนุกรรมการวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต มาเป็นที่ปรึกษากรรมการดำเนินงาน จากการประชุมกันหลายครั้ง จึงได้ก่อตั้งขึ้นเป็น “กลุ่มผู้สนใจประวัติศาสตร์เมืองภูเก็จ” ที่ประชุมกลุ่มเสนอให้ นายประสิทธิ ชิณการณ์ เป็นประธานกลุ่มคนแรก ในปี พ.ศ.2527 ได้จัดโครงการจัดงานฉลอง 200 ปี วีรสตรีเมืองถลาง โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้

1. เพื่อฟื้นฟูเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ โดยการจัดมหกรรมแสงเสียงทางประวัติศาสตร์ ตลอดจนอนุรักษ์โบราณสถาน และโบราณวัตถุ
2. เพื่อผลิตเอกสารทั้งภาษาไทย-อังกฤษ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์เมืองถลาง
3. เพื่อให้ประชาชน และเยาวชน ได้ตระหนักถึงคุณค่า และความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น
4. เพื่อเป็นแบบอย่างอันดีงามสำหรับประชาชน เยาวชน ได้สำนึกถึงความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เหมือนที่บรรพบุรุษได้เคยต่อสู้ และเสียสละมาในอดีต
5. เพื่อเผยแพร่และเสริมสร้างคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ให้ปรากฏแก่คนในชาติและชนต่างชาติอย่างกว้างขวาง
6. เพื่อให้การศึกษาแก่ประชาชน อันเป็นการเพิ่มพูนคุณภาพของประชาชนและเยาวชนได้มีส่วนร่วมรู้เห็นในประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น

โครงการนี้ประกอบด้วยโครงการย่อย คือ โครงการสัมมนาทางวิชาการเรื่องประวัติศาสตร์ถลาง โครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติถลาง โครงการจัดนิทรรศการประวัติศาสตร์ถลาง โครงการมหกรรมแสงเสียงประกอบละครเรื่อง “เลือดถลาง” และโครงการทัศนศึกษาเมืองโบราณ

ปัจจุบันท่านยังเป็นผู้ที่ทรงคุณวุฒิด้านประวัติศาสตร์ และเรื่องราวต่าง ๆ ของจังหวัดภูเก็ตได้เป็นอย่างดี มีผลงานทางวิชาการและเรื่องสั้น ที่เป็นเอกสารอ้างอิงขณะนี้ได้แก่ หนังสือเรื่อง “ซินแขะเมืองทุ่งคา” “ถลาง ภูเก็จ และ ภูเก็ต” และ “จดหมายเหตุเมืองถลาง” นายประสิทธิ ชิณการณ์ ผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ขุมทรัพย์วัฒนธรรมภูเก็ต”

พระครูวิสุทธิวงศาจารย์ ญาณมุนี (หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง)

พระครูวิสุทธิวงศาจารย์ ญาณมุนี (หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง)

พระครูวิสุทธิวงศาจารย์ ญาณมุนี (หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง)
พระครูวิสุทธิวงศาจารย์ ญาณมุนี (หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง)

หลวงพ่อแช่ม เป็นชาวบ้านบ่อแสน อ.ทับปุด จ.พังงา เป็นลูกศิษย์พระในวัดฉลองมาตั้งแต่เด็ก ได้บวชเป็นสามเณร เล่าเรียนธรรมะอยู่ที่วัดฉลองจนอายุครบบวชเป็นพระภิกษุ ศึกษาด้านวิปัสสนาธุระจนเชี่ยวชาญ และต่อมาได้เป็นเจ้าอาวาสวัดฉลอง

หลวงพ่อแช่มมีส่วนเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์เมืองภูเก็ต ด้วยเรื่องอั้งยี่จีน พ.ศ. 2419 ที่ได้รวมตัวกันก่อการไม่สงบ ทำลายชีวิตและทรัพย์สินของชาวภูเก็ต หลวงพ่อแช่มได้เป็นขวัญและกำลังใจให้ชาวภูเก็ตที่ยึดมั่นศรัทธาต่อท่าน สามารถขับไล่อั้งยี่ออกไปได้สำเร็จ ทำให้เกียรติคุณของหลวงพ่อแช่มเป็นที่ยอมรับในด้านความศักดิ์สิทธิ์ของขลัง นอกจากนี้ยังมีความรู้พิเศษในการรักษาผู้ป่วยเกี่ยวกับกระดูก ความรู้ในการรักษากระดูกนี้ได้ถ่ายทอดมายังลูกศิษย์ และเจ้าอาวาสวัดฉลองต่อๆ มาได้สืบทอดการรักษามาจนถึงปัจจุบันนี้

ศึกอั้งยี่เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2419 สมัยรัชกาลที่ 5 ขณะนั้นจีนเหมือง ได้เข้ามาทำงานที่เหมืองแร่ดีบุกอยู่ในภูเก็ตหลายหมื่นคน และตั้งเป็นกลุ่มผลประโยชน์ขึ้นสองกลุ่ม คือ กลุ่มงี่หิ้น กับ กลุ่มปุนเถ้าก๋ง ในปี พ.ศ. 2419 ราคาแร่ดีบุกตกต่ำ เศรษฐกิจไม่ดีเท่าที่ควร เจ้าของเหมืองมีเงินไม่พอจ่ายค่าแรง ทำให้กลุ่มปุนเถ้าก๋งไม่พอใจ เจ้าเมืองภูเก็ตในขณะนั้น คือ พระภูเก็ตโลหะเกษตรารักษ์ (ลำดวน) มีพระยาวิชิตสงคราม (ทัต) เป็นจางวางเมืองภูเก็ต และพระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชื่น บุญนาค) เป็นเจ้าหมื่นเสมอใจราชหัวหมื่นมหาดเล็ก

กรรมการจีนเหมืองไม่พอใจเจ้าเมืองภูเก็ต ด้วยสาเหตุว่าลำเอียงเข้าข้างกลุ่มงี่หิ้น ประกอบกับไม่พอใจเรื่องการเก็บภาษีดีบุกในราคาสูง ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน ในขณะที่ความไม่พอใจคุกรุ่นอยู่นั้น ทางเมืองระนองเกิดจลาจล วุ่นจีนทำร้ายเจ้าของเหมือง อั้งยี่ส่วนหนึ่งหนีการจับกุมจากระนองมาภูเก็ต และเข้ามาร่วมขบวนการอั้งยี่ในภูเก็ต

เหตุการณ์รุนแรงขึ้นเมื่อเกิดการทะเลาะวิวาทของกลาสีเรือกับพวกจีนเหมือง จีนเหมืองทำร้ายกะลาสีเรือบาดเจ็บ จึงถูกจับกุมตัว ทำให้ชาวจีนกุลีเหมืองไม่พอใจ ถืออาวุธไปเผาสถานีตำรวจ ปล้นบ้านเรือน เผาวัด ปล้นบ้านเจ้าเมือง จนเจ้าเมืองหนีการจลาจลครั้งนี้ไปอยู่ที่บ้านท่าเรือ การจลาจลเกิดขึ้นทั่วภูเก็ต และทางบ้านเมืองก็ไม่สามารถปราบพวกจีนลงได้ มีกลุ่มชาวบ้านฉลองกลุ่มเดียวที่มีหลวงพ่อแช่มเจ้าอาวาสวัดฉลองเป็นหัวหน้า ร่วมกับชาวบ้านช่วยต่อสู้จนชนะพวกกุลีจีนเหมือง ต่อมาทางกรุงเทพฯ ได้รับแจ้งข่าวการจลาจลในภูเก็ต ก็ได้ส่งพระยาประภากรวงศ์ (ชาย บุนนาค) ซึ่งขณะนั้นมีบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าหมื่นไวยวรนาถ หัวหมื่นมหาดเล็ก เป็นข้าหลวงใหญ่ มีอำนาจในการปราบอั้งยี่ มาร่วมมือกับทางเมืองภูเก็ต สามารถปรับอั้งยี่ได้สำเร็จ หลังการปราบอั้งยี่ลงได้เด็ดขาด หลวงพ่อแช่มได้รับสมณศักดิ์เป็น พระครูวิสุทธิวงศาจารย์ ญาณมุนี ตำแหน่งสังฆปาโมกข์เมืองภูเก็ต

หลวงพ่อแช่ม เป็นที่เคารพสักการะของชาวภูเก็ต และจังหวัดใกล้เคียงมากเป็นพระภิกษุที่ชาวบ้านปิดทองตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ แม้จะมรณภาพนานแล้วก็ตาม ท่านก็ยังเป็นที่เคารพอย่างสูงเยี่ยงผู้วิเศษด้านอิทธิฤทธิ์ในทางวิทยาคมจนถึงปัจจุบัน

พระยาราชกปิตัน (ฟรานติส ไลท์)

พระยาราชกปิตัน (ฟรานติส ไลท์)

พระยาราชกปิตัน (ฟรานติส ไลท์)
พระยาราชกปิตัน (ฟรานติส ไลท์)

ฟรานซิส ไลท์ เป็นชาวอังกฤษ เข้ามามีบทบาทในแหลมมลายู ได้เป็นเจ้าเมืองปีนังคนแรก เป็นที่นับถือของเจ้าเมืองต่างๆ ในแหลมมลายู ฟรานซิส ไลท์ เคยเข้ามาพักที่เมืองถลาง มีความคุ้นเคยกับครอบครัวท้าวเทพกระษัตรีเป็นอย่างดี ดังความปรากฏในจดหมายเหตุเมืองถลางฉบับต่างๆ ฟรานซิส ไลท์ กระทำความดีความชอบจนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “พระยาราชกปิตัน”

ฟรานซิส ไลท์ ได้ศึกษาในโรงเรียนนายเรือ และได้ประจำอยู่ในเรือ H.M.S Arrogant เป็นนายเรือพาณิชย์ สังกัดบริษัทอินเดียตะวันออก ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่เบงกอล ประเทศอินเดีย ได้เข้ามาค้าขายติดต่อกับเมืองต่างๆ รวมทั้งเมืองถลางด้วย ฟรานซิส ไลท์ ได้แต่งงานกับชาวถลางซึ่งเป็นลูกครึ่งโปรตุเกส-ไทย ชื่อ มาร์ติน่า โรเซลล์ ราวปี พ.ศ.2315 (ค.ศ. 1772) มีบุตรด้วยกัน 5 คน ชาย 2 คน หญิง 3 คน คนโตเป็นหญิงชื่อ ซาราห์ คนที่ 2 เป็นชายชื่อ วิลเลี่ยม ลูกสาวอีก 2 คน ชื่อ แมรี่ และ แอน บุตรชาย คนเล็ก ชื่อ ฟรานซิส ลานูน ไลท์ อาชีพของฟรานซิส ไลท์ คือการค้าขายและเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับการค้าดีบุก เป็นที่รู้จักนับถือแก่บรรดาเจ้าเมืองต่างๆ และเป็นที่พึ่งเป็นอย่างดี โดยเฉพาะกับ พระยาถลาง (พระยาพิมลขัน) และครอบครัว

ฟรานซิส ไลท์ มิได้เข้ามาเพื่อทำการค้าเพียงอย่างเดียว เขาสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับการเมืองด้วย นอกจากเป็นผู้แสวงหาผลประโยชน์ให้กับบริษัทอินเดียตะวันออกแล้ว ฟรานซิส ไลท์ มีความคิดที่จะเอาเกาะถลางเป็นอาณานิคมของอังกฤษ เพราะเกาะนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ดีบุก แต่ก็เปลี่ยนใจ ไม่ยึดเมืองถลาง เพราะเกิดสงครามระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสเสียก่อน และประจวบกับพระยาถลางถึงแก่กรรมเหลือแต่ภรรยาอังกฤษเห็นว่าชาวภูเก็ตต้องการอิสระ และไม่ชอบถูกชาติอื่นปกครอง หรืออาจจะเห็นว่าเมืองถลางป้องกันภัยยากกว่าปีนัง ประกอบกับอังกฤษได้ปีนังซึ่งมีที่จอดเรือที่ดีกว่า เมื่อได้เกาะปีนังแล้วก็ตั้งชื่อใหม่ว่า “เกาะพริ้นซ์ ออฟ เวลล์” ฟรานซิส ไลท์ ได้สร้างความเจริญให้กับปีนังอย่างมากมาย ผู้คนต่างอพยพเข้ามาอยู่ที่เกาะปีนัง

พระยาเพชรคีรีศรีพิชัยสงครามรามคำแหง (เทียน)

พระยาเพชรคีรีศรีพิชัยสงครามรามคำแหง (เทียน)
พระยาเพชรคีรีศรีพิชัยสงครามรามคำแหง (เทียน)

ในพงศาวดารเมืองถลาง ได้กล่าวถึง พระยาถลาง (เทียน) ว่า เป็นบุตรหม่อมภักดีภูธรกับท่านผู้หญิงจัน มีพี่สาว 1 คน ชื่อ ปราง พระยาถลาง (เทียน) เกิดที่เมืองตะกั่วทุ่ง และได้อยู่ที่เมืองตะกั่วทุ่งจนกระทั่งหม่อมศรีภักดี ถึงแก่กรรม จึงได้ตามมารดามาอยู่ที่บ้านตะเคียน พระยาถลาง (เทียน) เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการต่อสู้กับพม่า ในศึกถลาง ปี พ.ศ.2328

ในขณะที่พระยาถลางพิมล (ขัน) บิดาเลี้ยงได้ปกครองเมืองถลาง พระยาถลาง (เทียน) ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น เมืองภูเก็ต (จากหลักฐานจดหมายเหตุเมืองถลางใช้ “จ” สะกด) เป็นเจ้าเมืองภูเก็ต เมื่อบิดาเลี้ยงถึงแก่กรรม ก็ได้ช่วยมารดาสู้รบกับพม่า หลังศึกพม่า พระภูเก็ต (เทียน) ได้รับความดีความชอบมีบรรดาศักดิ์เป็น พระยาทุกรราช (เทียน) เจ้าเมืองภูเก็ต และได้รับตำแหน่งพระยาปลัดเมืองถลางอีกหนึ่งตำแหน่ง

ในปี พ.ศ.2333 พระยาทุกรราช (เทียน) ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็น พระยาเพชรคีรีศรีพิชัยสงครามรามคำแหง (เทียน) ในปี พ.ศ.2336 ได้รับคำสั่งให้นำกองทัพไปสมทบกับกองทัพเรือของสมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาถ ที่ช่องด่านสิงขร เมืองประจวบคีรีขันธ์ ไปทำศึกกับพม่า แย่งเมืองมะริด ทวาย และตะนาวศรี แต่ไม่สำเร็จ เพราะกองทัพบกไปเสียทีพม่าที่ลำน้ำน้อยเมืองกาญจนบุรีเสียก่อน พระยาเพชรคีรีศรีพิชัยสงครามรามคำแหง (เทียน) ได้กลับมายังเมืองถลางโดยปลอดภัย และได้ปกครองเมืองถลางมาถึง 20 ปี

จนถึงปี พ.ศ. 2352 เมืองถลางถูกพม่าโจมตีอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้พม่าตีเมืองถลางแตก ปล้นเอาทรัพย์สินของเมืองถลางไปเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะแร่ดีบุกที่ถลุงไว้แล้ว หลังจากเมืองถลางแตก นายประสิทธิ ชิณการณ์ นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น สันนิษฐานว่าท่านและครอบครัวอาจจะถูกพม่าจับตัวไปยังกรุงอังวะ จากนั้นข่าวคราวต่างๆ ก็สูญหายไปด้วย

พระยาเพชรคีรีศรีพิชัยสงครามรามคำแหง (เทียน) มีบุตรชาย-หญิงกี่คนไม่ปรากฏชัดเจน เพียงแต่มีกล่าวในพงศาวดารถลางปรากฏหลักฐานในหนังสือประชุมพงศาวดารฉบับหอสมุดแห่งชาติ ภาค 2 ว่า มีบุตรชาย 2 คน ชื่อ ศึก กับชื่อ เสือ ทั้ง 2 ท่านนี้เป็นที่ยอมรับของผู้สืบสกุล

พระยาเพชรคีรีศรีพิชัยสงครามรามคำแหง (เทียน) เป็นบุคคลในสายสกุล “ประทีป ณ ถลาง”

ท้าวศรีสุนทร

ท้าวศรีสุนทร


ท้าวศรีสุนทร เดิมชื่อ มุก เป็นบุตรีคนที่ 2 ของจอมร้างบ้านตะเคียนกับนางหม่าเสี้ยเป็นน้องของท่านผู้หญิงจัน (ท้าวเทพกระษัตรี) เมื่อเกิดศึกพม่าในปีมะเส็ง สัปตศก ศักราช 1147 (พ.ศ.2328) เป็นกำลังสำคัญในการช่วยต่อสู้กับพม่าจนพม่าเลิกทัพกลับไปคณะกรรมการเมืองได้นำเรื่องขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ คุณมุก เป็น ท้าวศรีสุนทร นับเป็นเกียรติยศที่ชาวภูเก็ตยกย่องสรรเสริญสืบมา ส่วนเรื่องราวต่อมาของท้าวศรีสุนทรนั้นไม่ปรากฏหลักฐานใด ๆ นอกจากหนังสือของขุนนรภัยพิจารยณ์ (ไวย ณ ถลาง) กล่าวว่า

ท่านได้สมรสกับ นายอาด ชาวกรุงเทพฯ และในการสู้รบครั้งนี้ นายอาดร่วมรบด้วย (ชื่ออาดนี้ไปพ้องกับชื่อน้องชายของท่านซึ่งต่อมาได้เป็นพระยาถลาง (อาด) ในต้นรัชกาลที่ 2) ท้าวเทพกระษัตรีมีความประสงค์ จะส่งบุตร 2 คน เข้าไปถวายตัวเป็นข้าราชบริพารในกรุงเทพฯ และมอบให้พระปลัดอาด ซึ่งเป็นชาวกรุงเทพฯ นำบุตรทั้ง 2 คน เข้าไปถวายตัว ท้าวศรีสุนทรจึงติดตามสามีเข้ากรุงเทพฯ ด้วย และสิ้นชีวิตที่กรุงเทพฯ ไม่มีบุตรสืบสกุล

เรื่องราวนี้ยังไม่มีหลักฐานใดยืนยันได้แน่นอน บ้างก็ว่าไม่ได้สมรสกับใคร ฉะนั้นเรื่องราวของท้าวศรีสุนทรจึงไม่เป็นที่ยืนยันว่า บั้นปลายชีวิตเป็นอย่างไร สิ้นชีวิตที่ไหน

ท้าวเทพกระษัตรี

ท้าวเทพกระษัตรี


ท้าวเทพกระษัตรี เดิมชื่อ จัน เป็นบุตรคนโตของจอมร้างบ้านตะเคียน และนางหม่าเสี้ย ซึ่งเป็นชาวเมืองไทรบุรี ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ มีน้อง 4 คน คือ มุก (ท้าวศรีสุนทร) หมา อาด และเรือง

ท่านผู้หญิงจัน ได้สมรสกับ หม่อมศรีภักดี บุตรจอมนายกองชาวนครศรีธรรมราชเจ้าเมืองตะกั่วทุ่งกับแม่ชีบุญเกิด มีบุตรกับหม่อมศรีภักดี 2 คน ผู้หญิงชื่อ ปราง และผู้ชายชื่อ เทียน ต่อมาได้เป็นพระภูเก็จ และพระยาเพชรคีรีศรีพิชัยสงครามรามคำแหง (พระยาถลางเทียน) ตามลำดับ เมื่อหม่อมศรีภักดีถึงแก่กรรม ท่านผู้หญิงจันและลูกกลับมาอยู่ที่บ้านตะเคียนกับบิดา-มารดา และได้สมรสใหม่กับ พระยาพิมล (ขัน) เดิมเป็นพระกระเจ้าเมืองกระบุรี ได้มาช่วยราชการเมืองถลางมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาพิมล (ขัน) มีบุตรด้วยกัน 5 คน คือ แม่ทอง (ต่อมาได้นำไปถวายตัวได้เป็นจอมมารดา เจ้าครอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอุบล ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1) พ่อจุ้ย พ่อเนียม แม่กิม และแม่เมือง ในขณะที่พม่ายกกองทัพมาตีเมืองถลาง ท่านผู้หญิงจันถูกเจ้าหน้าที่ทางกรุงเทพฯ เกาะกุมตัวไปที่ค่ายปากพระเนื่อจากค้างค่าภาษีดีบุก เมื่อค่ายปากพระถูกพม่าตีแตก

ท่านผู้หญิงจันและพรรคพวก ได้ฝ่าวงล้อมหนีกลับมารวบรวมผู้คนชาวถลาง ต่อสู้พม่าด้วยความสามารถจนปกป้องเมืองเอาไว้ได้ พท่าต้องถอยทัพกลับไป เมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ.2328 เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงทราบเรื่องราวอย่างละเอียดแล้วจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้ท่านผู้หญิงจันเป็น ท้าวเทพกระษัตรี เป็นวีรสตรีผู้กล้าหาญของบ้านเมือง ได้รับการยกย่องสรรเสริญตลอดมา

ภารกิจสำคัญที่ท้าวเทพกระษัตรีได้ปฏิบัติ อันสมควรแก่การยกย่องในฐานะวีรสตรีของชาติ ในภาวะที่เหตุการณ์ต่าง ๆ ได้รุมล้อมอยู่ตลอดเวลา สืบเนื่องมาจากพระยาธรรมไตรโลกแม่ทัพใหญ่จากค่ายปากพระ นำทหารมาเร่งค่าภาษีบุกที่ค้างอยู่ พระยาถลางป่วยหนักจนไม่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาใด ๆ ได้ เป็นเวลาเดียวกับข่าวข้าศึกพม่าที่ยกกองทัพมาตีหัวเมืองปักษ์ใต้จะเข้าตีเมืองถลาง พร้อมกันนั้นพระยาถลางซึ่งป่วยหนัก และสิ้นชีวิตลง ยังไม่ทันจะได้จัดพิธีการศพให้สมควรแก่ฐานะ ก็ต้องหันมาคิดหาวิธีป้องกันบ้านเมืองให้รอดพ้นอันตรายจากพม่า ท้าวเทพกระษัตรีผู้มีความสามารถในการรบ มีความกล้าหาญที่จะออกนำหน้าทหาร คิดวิธีตัดกำลังข้าศึกโดยใช้ แผนนบนางดัก จนกองพม่าได้รับความเดือดร้อน ไม่มีน้ำใช้ในกองทัพ ใช้แผนลวงข้าศึกเรื่องกำลังกองทัพ สามารถวางแผนกลยุทธ์ตามหลักพิชัยสงคราม โดยใช้ แผนพิรุณสังหาร จนสามารถป้องกันเมืองไว้ได้

นอกจากนี้ หลังจากเสร็จศึกสงครามแล้ว เมืองถลางก็ต้องประสบกับความอดอยากแร้นแค้น เพราะพม่าทำลายข้าวของต่าง ๆ ไปเป็นจำนวนมาก ท้าวเทพกระษัตรีและครอบครัว มาทำแร่ดีบุกอยู่ที่บ้านสะปำ นำไปแลกข้าวสารมาเลี้ยงดูประชาชนมิให้อดยากนับได้ว่าเป็นบุคคลที่อนุชนรุ่นหลังจะต้องเทิดทูนบูชาและรำลึกถึงวีรกรรมในครั้งนี้ชาวภูเก็ตทุกคนเชิดชูเกียรติท้าวเทพกระษัตรีไว้สูงสุด ในฐานะผู้มีพระคุณต่อบ้านเมือง และจังหวัดภูเก็ต จึงได้กำหนดให้วันที่ 13 มีนาคม เป็น “วันถลางชนะศึก” ของทุกปี จัดเป็นวันสำคัญของจังหวัด

พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว

พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว

พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว
พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว

ในยุคทองการทำเหมืองแร่ดีบุก ชาวจีนเข้ามาทำเหมืองแร่เป็นจำนวนมาก ลูกหลานชาวจีนไม่มีสถานที่เรียนภาษาจีน ชาวจีนจากปีนังจึงได้เปิดสอนภาษาจีนขึ้นในปี พ.ศ. 2453 เป็นการเรียนแบบท่องจำ (ซือซก) ต่อมา พลโทพระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร (ม.ร.ว.สิทธิ สุทัศน์) ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ตต่อจากพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ ได้ทำหนังสือถึงเสนาบดีกระทรวงธรรมการ ยืนยันในการขอรับอุปการะโรงเรียนจีนโดยเปิดเรียนที่ตำบลตลาดใหญ่ก่อน กระทรวงธรรมการอนุญาตให้เปิดโรงเรียนสอนภาษาจีนได้ใช้ชื่อว่า “โรงเรียนภูเก็ตฮั่วบุ๋น”

นับเป็นโรงเรียนจีนแห่งแรกในมณฑลภูเก็ต โรงเรียนได้พัฒนาอาคารเรียนให้เหมาะสมกับจำนวนลูกหลานคนจีนที่เพิ่มมากขึ้น โดยการสนับสนุนของคหบดีในยุคนั้น คือ นายตันเคกิ๋ว (ตระกูลตันติวิท) นายหงอฮั่นก๋วน (ตระกูลอุปัติศฤงค์) นายตันเองกี้ (ตระกูลอุดมทรัพย์) และผู้ที่จิตศรัทธาอีก 45 ท่าน สละเงินสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก รูปแบบสถาปัตยกรรมชิโนโปตุกีส อาคาหลังนี้ได้เปิดใช้เป็นอาคารเรียนเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2477

ต่อมาโรงเรียนถูกปิด และเพิกถอนใบอนุญาต ด้วยเหตุผลทางการเมืองในสมัยนั้นถึง 2 ครั้ง คือในปี พ.ศ.2484 และ พ.ศ.2490 ต่อมาในปี พ.ศ. 2491 ชาวจีนในจังหวัดภูเก็ตได้รวบรวมเงินและบุคลากรทางการศึกษา เปิดโรงเรียนอีกครั้งหนึ่งใช้ชื่อว่า “โรงเรียนภูเก็ตไทยหัว” กิจการของโรงเรียนเจริญก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ จนสถานที่เรียนคับแคบ คณะกรรมการโรงเรียนจึงได้รวมกันจัดตั้ง โรงเรียนประศาสตร์วิทยา ขึ้น เปิดสอนในระดับมัธยมต้น รองรับนักเรียนประถมปีที่ 4 จากโรงเรียนภูเก็ตไทยหัว โรงเรียนดำเนินการมาจนถึงปี พ.ศ. 2507 โรงเรียนประศาสน์วิทยาจึงได้ย้ายโรงเรียนมาตั้งที่บริเวณถนนวิชิตสงคราม ต่อมา ในปี พ.ศ. 2538 โรงเรียนภูเก็ตไทยหัว ได้ย้ายสถานที่เรียนมาอยู่ในบริเวณเดียวกันกับโรงเรียนประศาสน์วิทยา และในปี พ.ศ.2542 ได้รวม 2 โรงเรียนเข้าด้วยกันเป็น โรงเรียนภูเก็ตไทยหัว (ประศาสน์วิทยา) ดังนั้นบทบาทของอาคารโรงเรียนภูเก็ตไทยหัวถนนกระบี่หลังนี้ ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2477 ก็สิ้นสุดลง ต่อมาได้เปลี่ยนมาเป็น พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2548

กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียน “พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว” เป็นโบราณสถานแห่งชาติ แห่งที่ 5 ของจังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2545

เมืองถลางบ้านดอน

เมืองถลางบ้านดอน

เมืองถลางบ้านดอน
เมืองถลางบ้านดอน

เมืองถลางบ้านดอน ตั้งอยู่ที่บ้านดอน ตำบลเทพกระษัตรี อำเภอถลาง พงศาวดารเมืองถลางได้ระบุว่า เจ้าเมืองถลางบ้านดอน คือ จอมเฒ่าบ้านดอน ซึ่งเป็นพี่ชายจอมร้างบ้านตะเคียน มีศักดิ์เป็นลุงของท้าวเทพกระษัตรี (จัน) และท้าวศรีสุนทร (มุก) จอมเฒ่าบ้านดอนเป็นเจ้าเมืองถลางบ้านดอนในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ สมัยอยุธยาตอนปลาย เมื่อจอมเฒ่าบ้านดอนถึงแก่อนิจกรรม เมืองถลางถึงย้ายไปอยู่ที่บ้านตะเคียน

จากการสำรวจเมืองถลางบ้านดอนโดย นายสมหมาย ปิ่นพุทธศิลป์ อดีตประธานศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต กับคณะ “กลุ่มผู้สนใจประวัติศาสตร์เมืองภูเก็จ” เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2524 พบว่า มีแนวกำแพงอิฐสี่ด้าน ปัจจุบันสถานที่นี้ได้จัดทำแผ่นป้ายเนื่องในโอกาสฉลอง 200 ปี วีรสตรีเมืองถลาง มีข้อความภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ว่า

จอมเฒ่าบ้านดอน พี่ชายจอมร้างบ้านตะเคียน (บิดาของท้าวเทพกระษัตรีและท้าวศรีสุนทร) เป็นเจ้าเมืองถลางบ้านดอน สมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระยาถลางคิน (คิน จันทโรจวงศ์) เป็นเจ้าเมืองนี้ตั้งแต่ พ.ศ.(2405-2412)

ภาพในป้ายเป็นภาพปูนปั้นนูนต่ำ รูปภาพพระภิกษุกำลังบิณฑบาต แสดงให้เห็นถึงความสงบสุข ชาวบ้านดอนกำลังช่วยกันถลุงแร่ดีบุก การร่อนแร่ด้วยเลียง ด้านหลังการร่อนแร่ เป็นชาวนาสวมหมวกใบเตยหกเหลี่ยม ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของชาวนาในจังหวัดภูเก็ต

เมืองถลางบางโรง

เมืองถลางบางโรง

เมืองถลางบางโรง
เมืองถลางบางโรง

เมืองถลางบางโรงตั้งอยู่ที่บ้านบางโรง หมู่ที่ 3 ตำบลป่าคลอก อำเภอถลาง จากการสำรวจของนายสมหมาย ปิ่นพุทธศิลป์ และคณะ “กลุ่มผู้สนใจประวัติศาสตร์เมืองภูเก็จ” ได้ทำการสำรวจเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ.2524 สิ่งที่พบคือ แร่แทนทาไลท์ บริเวณท่าเรือ ซากตึกปูนปนหินปะการัง สระน้ำพระยาถลาง (คิน) แนวกำแพงเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แนวกำแพงทิศเหนือและทิศใต้ยาวประมาณ 120 เมตร แนวกำแพงส่วนใหญ่ถูกทำลาย

เจ้าของที่ดินในปัจจุบันบริเวณนั้น คือ นายดลเล๊าะ ท่อทิพย์ พบเหรียญต่างประเทศในบริเวณกำแพง เช่น เหรียญอีสต์อินเดียคอมปานี ค.ศ.1804 ตรงกับ พ.ศ.2347 สมัยรัชกาลที่ 2 ชาวบ้านบางโรงเรียกชื่อเจ้าของที่ดินภายในกำแพงว่า “เจ้าคุณถลางคิน” ซึ่งเป็นเจ้าเมืองถลางบางโรงระหว่าง พ.ศ.2405-2422 (ตอนปลายรัชกาลที่ 4) บริเวณนี้มีท่าเรือ 3 แห่ง คือ ท่าเรือหลังกำแพง ท่าเรือท่าตลาด หรือท่าเรือต้นโด (ประดู่) และท่าเรือหลังตึก ทางด้านทิศใต้ของสระน้ำมีร่องรอยการถลุงแร่ดีบุก พบขี้ตะกรันบริเวณท่าเรือทั้ง 3 แห่ง ดังปรากฏข้อความในป้ายบันทึกประวัติศาสตร์เมืองถลางบางโรงว่า

เมืองถลางบางโรง บริเวณนี้มีกำแพงล้อมรอบ เนื้อที่กว้าง 80 เมตร ยาว 120 เมตร ทิศใต้มีสระน้ำ ทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นท่าเรือ เดิมเป็นเมืองถลางบางโรง พระยาณรงค์เรืองฤทธิ์ประสิทธิสงคราม (ทับ จันทโรจวงศ์) เป็นเจ้าเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2391-2405 พระยาถลางคิน (บุตรพระยาถลางทับ) เป็นเจ้าเมืองตั้งแต่ พ.ศ.2405-2412 และพระยาถลางเกต (น้องชายพระยาถลางคิน) เป็นเจ้าเมืองตั้งแต่ พ.ศ.2412-2433

เนื่องในโอกาส 200 ปี วีรสตรีเมืองถลาง นายดลเล๊าะ ท่อทิพย์ ได้บริจาคที่ดินในบริเวณดังกล่าว จำนวน 616 ตารางเมตร เพื่อสร้างป้ายเมืองถลางบางโรง มีภาพปูนปั้นนูนต่ำ เป็นรูปคนกำลังแบกถุงบรรจุแร่ดีบุกลงเรือใบสามหลัก มีรูปช้าง มีบ้านเรือนผู้คนและชาวนากำลังไถนา มีข้อความเป็นภาษาไทย และภาษาอังกฤษ

คลื่นยักษ์สึนามิภูเก็ต

คลื่นยักษ์สึนามิภูเก็ต

คลื่นยักษ์สึนามิภูเก็ต
คลื่นยักษ์สึนามิภูเก็ต

จังหวัดภูเก็ตเคยสูญเสียทั้งชีวิต และทรัพย์สิน เพื่อปกป้องมิให้ผู้ใดมาข่มเหงรังแกโดยไม่เป็นธรรมมาโดยตลอด ครั้งที่มีการสูญเสียมากครั้งแรก คือ ศึกพม่าในสงคราม 9 ทัพ ที่ยกมาตีหัวเมืองปักษ์ใต้และเมืองภูเก็ต ในชื่อของเมืองถลาง ต้องเสียกำลังผู้คนมากมายเพื่อปกป้องแผ่นดินในคราวศึกถลาง 2328 แม้จะได้รับชัยชนะแต่ก็บอบช้ำแสนสาหัส การสูญเสียครั้งที่ 2 สงครามพม่าในปี 2352 ครั้งนี้แม้พระยาถลาง (เทียน) จะเตรียมป้องกันเมืองอย่างเต็มที่ แต่ก็เสียทีแก่ข้าศึกซึ่งมีกำลังพลมหาศาล ผู้คนได้รับความเดือดร้อนถูกครอกไฟตายทั้งเป็น ถูกจับเป็นเชลย บ้านเมืองเสียหายเหลือคณานับ ผู้คนล้มตาย ดังจดหมายเหตุมลายู-ไทย ที่ร่วมรบพม่าที่ถลางว่า

สยามได้สาลังคืนกลับมา แต่สาลังก็เสียหายยับเยิน พยายมราชจึงเกณฑ์พวกสยามขึ้นบกทุกคน เพื่อบำรุงซ่อมแซม และบูรณะบ้านเมืองใหม่

การสูญเสียครั้งที่ 3 คือ การเผาโรงงานแทนทาลั่ม เป็นการสูญเสีย อันเนื่องมาจากการสื่อสาร ระหว่างรัฐบาลกับประชาชนไม่ชัดเจน ทำให้เกิดความเข้าใจผิด กลายเป็นความแค้น ที่สร้างความสูญเสียให้กับทุกฝ่าย

การสูญเสียครั้งที่ 4 คือ การสูญเสียครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2547 เป็นความหายนะ ที่ไม่มีการเตรียมตัว ไม่มีการเตรียมป้องกัน ทุกอย่างเกิดขึ้นกะทันหัน เกินกว่า จะเตรียมการป้องกัน ความสูญเสียครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ.2547 ได้เกิดภัยพิบัติ ภัยครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์โลก นับเป็นคลื่นยักษ์ลูกแรกที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรอินเดีย ก่อให้เกิดความสูญเสียใหญ่หลวง เพราะทุกคนไม่เคยรู้จักกับคลื่นยักษ์สึนามิ บางคนอาจจะเคยอ่านหรือเคยดูสารคดีเกี่ยวกับคลื่นยักษ์ในมหาสมุทรแปซิฟิก

แต่ทุกคนคิดว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว และคงไม่เกิดขึ้นในบ้านเราอย่างแน่นอน จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในระดับอันตราย 9 ริกเตอร์ ซึ่งมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่บริเวณตอนเหนือของเกาะสุมาตรา คือ บริเวณจังหวัดอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งบริเวณนี้อยู่ห่างจากจังหวัดภูเก็ตไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 300-400 กิโลเมตร เวลาประมาณ 09.00 น. คลื่นจากทะเลอันดามันได้เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว เข้าสู่ฝั่งหาดทรายของจังหวัดต่างๆ 6 จังหวัด คือ ภูเก็ต พังงา กระบี่ ตรัง สตูล และระนอง ซึ่งอยู่ริมทะเลอันดามัน โดยเฉพาะในจังหวัดภูเก็ตมีผลกระทบที่บริเวณหาดป่าตอง กมลา กะตะ กะรน หาดในยาง เป็นผลให้น้ำทะเลไหลเข้าท่วมบ้านเรือนที่อยู่ริมฝั่ง และกวาดทุกสิ่งทุกอย่างลงสู่ทะเล ประชาชนส่วนหนึ่งที่วิ่งหนีทันก็รีบวิ่งขึ้นที่สูง เช่น เขานาคเกิด เขาโต๊ะแซะ เขารัง

ศึกแทนทาลั่ม

ศึกแทนทาลั่ม ขี้ตะกรัน (Slag) เป็นกากแร่ ที่เกิดจากการถลุงแร่ดีบุก ขี้ตะกรันเป็นสิ่งเจือปนที่ทำให้ดีบุกไม่บริสุทธิ์ ต้องแยกเอาออกจากเนื้อแร่ดีบุก แล้วทิ้งขี้ตะกรันไป บริษัทไทยแลนด์ สเมลติ้ง แอนด์ รีไฟนิ่ง จำกัด (ไทยซาร์โก้) ผู้ดำเนินกิจการโรงถลุงแร่ดีบุกสมัยใหม่ พบว่า มีแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “แทนทาลั่ม เพนด็อกไซด์” ปะปนอยู่ในขี้ตะกรันถึงร้อยละ 25 ซึ่งแร่ชนิดนี้มีประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมสมัยใหม่ เช่น ส่วนประกอบยานอวกาศ อุปกรณ์เครื่องคอมพิวเตอร์ ขีปนาวุธต่าง ๆ แร่ธาตุที่เรียกกันทั่วไปว่า แทนทาลั่ม มีราคาสูงมาก แต่ชาวเหมืองอละรัฐบาลยังไม่รู้จักคุณประโยชน์ของแร่ธาตุชนิดนี้ จึงไม่มีการควบคุมการผลิตและการส่งออกไปต่างประเทศแต่อย่างใด
ศึกแทนทาลั่ม
ศึกแทนทาลั่ม

บริษัทไทยซาร์โก้ได้รวบรวมแร่แทนทาลั่ม ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการถลุงแร่โดยไม่ต้องซื้อหาเป็นจำนวนมากในแต่ละปี และขออนุญาตส่งออกในลักษณะวัสดุไร้มูลค่ามานานรายได้มหาศาลเกิดขึ้นกับบริษัทฯ โดยไม่มีใครรู้ ต่อมาเมื่อความต้องการแทนทาลั่มสูงขึ้นและเรื่องผลพลอยได้ที่เกิดจากการถลุงแร่ดีบุกกระจายออกสู่ภายนอก รัฐบาลจึงได้เข้ามาควบคุมการส่งออกแร่ดีบุก โดยใช้ระบบภาษีค่าภาคหลวงขึ้นในการซื้อขายขี้ตะกรัน ขี้ตะกรันจึงกลายเป็นสิ่งมีค่า

ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากขี้ตะกรัน จึงเป็นจุดสนใจของประชาชนในภูเก็ต และจังหวัดใกล้เคียง ดังนั้น “โรงกลวง” หรือ โรงถลุงแร่โบราณ ตั้งแต่สมัยอยุธยา จนถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น กลายเป็นแหล่งทรัพยากรอันมีค่า เพราะพื้นดินหรือบริเวณรอบๆ โรงกลวง มีขี้ตะกรันที่ถูกฝังทับถมกันมานาน เมื่อถูกขุดแบบพลิกแผ่นดินหาขี้ตะกรัน ก็เกิดเป็นธุรกิจที่สร้างความร่ำรวยให้แก่ชาวภูเก็ตและจังหวัดใกล้เคียง

บริษัทไทยแลนด์ แทนทาลั่ม อินดัสตรี จำกัด ได้ยื่นโครงการต่อรัฐขอทุนส่งเสริมอุตสาหกรรมโรงงานผลิตแร่แทนทาลั่มขึ้นในจังหวัดภูเก็ตในปี พ.ศ. 2529 ที่ตั้งโรงงานคือ บริเวณหลังโรงไฟฟ้าลิกไนท์ ถนนเทพกระษัตรี ในระหว่างการก่อสร้าง ได้มีข่าวที่สร้างความสับสนให้กับสังคมภูเก็ต เช่น มลพิษที่จะเกิดจากโรงงาน ซึ่งเป็นพิษร้ายแรงทำอันตรายต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อมอย่างมาก เรื่องนี้ได้สร้างความหวั่นวิตกต่อชาวภูเก็ต ประกอบกับในขณะนั้น เตาปฏิกรณ์ปรมาณูที่เมืองเชอร์โนบิล ประเทศรัสเซีย ระเบิด ความรุนแรงของสารเคมีอันตรายได้แพร่กระจายไปสู่ประเทศข้างเคียง และประชาชนที่อยู่ในบริเวณนั้น นอกจาก นี้โรงงานของบริษัทยูเนียนคาร์ไบต์ในเมืองโคปาร์ของอินเดียเกิดอุบัติเหตุในเวลาใกล้เคียงกัน สองข่าวนี้ได้สร้างความกดดันให้กับชาวภูเก็ตเป็นอย่างมาก
ศึกแทนทาลั่ม
ศึกแทนทาลั่ม

รัฐบาลไม่มีคำอธิบายใดๆ ต่อประชาชน และไม่แสดงทีท่าห่วงใยประชาชนให้ปรากฏ แม้ตัวแทนรัฐบาล คือ ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ซึ่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมในสมัยนั้นได้เดินทางมาจังหวัดภูเก็ต เพื่อชี้แจงแก่ประชาชนที่รวมตัวกันประท้วง ณ ศาลาประชาคม ตั้งแต่เวลา 8.30 น. ของวันที่ 23 มิถุนายน 2529 ในขณะที่ผู้นำท้องถิ่นไปรับตัวแทนของรัฐบาลที่สนามบิน แต่เวลาได้ผ่านพ้นไปจนเที่ยงวันก็ไม่ปรากฏตัวแทนของรัฐบาลและผู้ว่าราชการจังหวัด ความร้อน ความหิว การรอคอยที่ไม่มีกำหนดแน่นอน เร่งเร้าให้ประชาชนที่ชุมนุมด้วยความสงบ เริ่มมีปฏิกิริยาและรุนแรงขึ้นตามลำดับ จนไม่มีใครระงับได้ ผู้คนเริ่มขว้างปากระจกของศาลาประชาคมและเริ่มเคลื่อนขบวนออกจากศาลาประชาคมเข้าไปในเมือง ทำลายสิ่งกีดขวางต่างๆ ด้วยความโกรธแค้น เหตุการณ์ครั้งนี้แม่ทัพภาคที่ 4 พลโทวันชัย จิตจำนง เรียกว่า “อุบัติเหตุทางประวัติศาสตร์”

เหตุการณ์เริ่มเลวร้ายตามลำดับ เมื่อผู้นำการประท้วงนำผู้ชุมนุมมาล้อมโรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน ซึ่งเป็นที่พักของผู้แทนรัฐบาล และทำการขว้างปาโรงแรม พยายามที่จะจุดไฟเผาโรงแรม ได้มีผู้เข้ามาเจรจาไกล่เกลี่ย เหตุการณ์จึงสงบลง แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งได้นำขบวนไปที่โรงงานแทนทาลั่ม พร้อมเผาโรงงานจนเสียหายยับเยิน จนดำเนินการต่อไปไม่ได้ โรงงานจึงต้องปิดไปโดยปริยาย มีเพียงร่อยรอยประวัติศาสตร์ คือ โรงงานที่ถูกไฟไหม้ ถูกทิ้งร้าง และรอคำอธิบายจนถึงทุกวันนี้

การปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล

การปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล

ยุคทองของเมืองภูเก็ต และยุคทองของเจ้าเมืองภูเก็ต เริ่มจะตกต่ำ จนกระทั่งเจ้าเมืองภูเก็ตคนต่อมา คือ พระยาภูเก็ต (ลำดวน) บุตรชายของพระยาวิชิตสงคราม (ทัต) ต้องตกอยู่ในสภาพล้มละลาย เพราะต้องประมูลภาษีแบบเหมาเมืองในอัตราที่สูงประกอบกับราคาดีบุกในตลาดโลกตกต่ำ ในปี พ.ศ.2425 พระยาภูเก็ต (ลำดวน) ติดค้างภาษีไว้มาก จึงถูกปลดออกจากตำแหน่ง และถูกนำตัวไปเร่งรัดภาษีที่กรุงเทพฯ บ้านเรือนถูกยึดเป็นของหลวง ตั้งแต่นั้นมากรุงเทพฯจึงเปลี่ยนการปกครองภูเก็ต และหัวเมืองใกล้เคียง ไปเป็นรูปแบบมณฑลเทศาภิบาลในปีพ.ศ.2437

เมื่อปลดพระยาภูเก็ต (ลำดวน) ออกจากตำแหน่งแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ โปรดเกล้าฯ ให้พระยาทิพโกษา (หมาโต โชติกเสถียร) เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลภูเก็ตคนแรก มีที่ทำการอยู่ที่เมืองภูเก็ต มีเมืองอื่น ๆ อยู่ในมณฑลภูเก็ต คือ ระนอง ตะกั่วป่า พังงา กระบี่ ตรัง สตูล ปลิศ และไทรบุรี พระยาทิพโกษา (หมาโต โชติกเสถียร) นับว่าเป็นผู้วางรากฐานการปฏิรูปมณฑลภูเก็ต โดยแบ่งเขตการปกครองออกเป็นเมือง อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน จัดตั้งคณะผู้ปกครองมณฑลขึ้นมีข้าหลวงใหญ่เป็นประธาน มีข้าหลวงฝ่ายมหาดไทย อัยการ สรรพากร และตำรวจภูธรเป็นผู้ช่วยเหลือ

การปฏิรูปมณฑลภูเก็ตซึ่งวางรากฐานโดยพระยาทิพโกษาได้บรรลุผลตามเป้าหมายในสมัยพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) ซึ่งเป็นข้าหลวงเทศาภิบาลผู้ประสบความสำเร็จสูงสุดคนหนึ่ง ที่ได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองแก่เมืองภูเก็ตไว้เป็นอย่างมาก ซึ่งเราจะพบเห็นร่องรอยในอดีตที่สมัยพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯปกครองเมืองภูเก็ต และอนุสรณ์สถานที่จะรำลึกถึงคุณงามความดีของท่านทั่วไปในเมืองภูเก็ต เช่น ศาลากลางจังหวัด ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ (ปัจจุบันเป็นธนาคารนครหลวงไทย สาขาภูเก็ต) อาคารสถานีตำรวจภูธรตลาดใหญ่ โรงพยาบาลวชิระภูเก็ตตลอดจนถนนหนทางสายต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นในสมัยนั้น

นอกจากนี้ท่านยังเป็นนักปกครองยอดเยี่ยม สามารถกระตุ้นให้ผู้นำกลุ่มต่าง ๆ ในเมืองภูเก็ต เช่น พระอร่ามสาครเขตร์ พระพิทักษ์ชินประชา ฯลฯ ให้เข้ามารับใช้บ้านเมือง และสร้างความเจริญให้แก่เมืองภูเก็ตอย่างเต็มกำลัง ทำให้เมืองภูเก็ตในสมัยที่ท่านเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ตเจริญรุ่งเรืองสูงสุด เป็นเมืองตัวอย่างที่สงบสุข ปราศจากโจรผู้ร้าย คำกล่าวของชาวภูเก็ตและชาวเมืองฝั่งทะเลตะวันตก ที่ยกย่องให้ท่านเป็น “ดวงประทีปแห่งชายฝั่งทะเลตะวันตก” หรือ “ยอดนักปกครองในรอบ 200 ปี ของชายฝั่งทะเลตะวันตก” ฯลฯ จึงเป็นคำกล่าวที่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อมีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองใน พ.ศ.2475 ได้มีการยกเลิกมณฑลเทศาภิบาลในปี พ.ศ. 2476 มีฐานะเป็นจังหวัด มีข้าหลวงประจำจังหวัดเป็นหัวหน้าส่วนราชการตั้งแต่ปี พ.ศ.2476-2495 จากนั้นเปลี่ยนนามตำแหน่งข้าหลวงประจำจังหวัด เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พุทธศักราช 2495 ใช้มาจนถึงปัจจุบัน