แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การแต่งกายภูเก็ต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การแต่งกายภูเก็ต แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

การแต่งกายของชาวมุสลิม

การแต่งกายของชาวมุสลิม

การแต่งกายของชาวมุสลิม
การแต่งกายของชาวมุสลิม

กลุ่มคนมุสลิม อาศัยอยู่เป็นชุมชนที่บ้านเกาะแก้ว บ้านบางเทา บ้านบ่อแร่ บ้านหมากปรก บ้านคอเอน บ้านพารา เป็นต้น อาจารย์เกษม กูสลามัต อดีตอาจารย์ใหญ่บ้านบางคู ได้ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับแหล่งที่มาของชาวมุสลิมในภูเก็ตว่า มาจากมาเลเซียและอาหรับ มุสลิมชายที่มาจากสายมาเลเซียมักสวมหมวกหนีบสีดำ มุสลิมชายที่มาจากสายอาหรับ มักสวมหมวกสีขาวในปัจจุบันไม่ค่อยสวมหมวกหนีบ เพราะชาวไทยมุสลิมส่วนใหญ่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ที่ประเทศซาอุดิอารเบีย ได้รับวัฒนธรรมการแต่งกายตลอดจนการสวมหมวก และนำการโพกศีรษะของผู้หญิงเข้ามาด้วย ผู้หญิวส่วนใหญ่ใช้ผ้าคลุมผม แต่งกายมิดชิด ปัจจุบันชาวไทยมุสลิมในภูเก็ตส่วนหนึ่งแต่งกายแบบสากลนิยม โดยเฉพาะหนุ่มสาวที่ทำงานบริษัทห้างร้านต่าง ๆ จะแต่งกายเหมือนชาวภูเก็ตทั่วไป

การแต่งกายของชาวภูเก็ตในชนบท

การแต่งกายของชาวภูเก็ตในชนบท


คนไทยส่วนใหญ่มักอาศัยอยู่นอกเมืองออกไป เช่น บริเวณบ้านฉลอง บ้านป่าตอง บ้านเคียน บ้านดอน บ้านสาคู อาชีพของชาวบ้านทั่วไปส่วนใหญ่ ทำสวน ทำนา ทำไร่ ร่อนแร่ ฐานะค่อนข้างยากจนหรือพอมีพอกิน จากการบอกเล่าของ นายเลียบ ชนะศึก ประธานสภาวัฒนธรรมถลางกล่าวว่า ผู้หญิงที่ค่อนข้างยากจนหรือพอมีพอกิน นิยมนุ่งโจงกระเบน คาดเข็มขัดเงินหรือเข็มขัดหนัง แล้วแต่ฐานะ ผ้าโจงกระเบนเป็นผ้าดำผ้าสีทึบ หรือผ้าลายดอกพิกุล เสื้อคอกลมแขนกระบอก ไม่รัดรูปมากนัก ถ้าเป็นคนเฒ่าคนแก่ก็จะสวมสื้อหลวม ๆ (เฉพาะไปวัดไม่สวมรองเท้า ถือเชี่ยนหรือตะกร้าหมาก) ส่วนเด็กผู้หญิงจนถึงผู้หญิงสาว นิยมนุ่งผ้าถุงเป็นผ้าพื้นหรือผ้าลาย แต่เด็กผู้หญิงจะสวมเสื้อคอกระเช้า

ส่วนหญิงสาวสวมเสื้อตามสมัยนิยม ถ้าออกจากบ้านก็สวมเสื้อสามส่วนเข้ารูป ลักษณะการแต่งกายส่วนใหญ่ก็ได้รูปแบบมาจากภาคกลาง ต่อมาเมื่อคนจนได้เข้ามาในภูเก็ตมากขึ้น คนไทยส่วนหนึ่งก็เปลี่ยนแปลงรูปแบบการแต่งกายโดยรับเอาการนุ่งโสร่งปาเต๊ะมานุ่งแทนผ้าถุงเดิม แต่ลักษณะเสื้อผ้ายังคงเดม ผู้หญิงวัยกลางคนจนถึงสูงอายุ นิยมกระโจมอกอยู่บ้าน สำหรับเด็ก ๆ นุ่งผ้าถุงไม่สวมเสื้อ

สำหรับคนไทยที่เป็นข้าราชการ ก็แต่งกายแบบข้าราชการในราชสำนักทุกประการคือ นุ่งผ้าโจงกระเบน สวมเสื้อกระดุม 5 เม็ด คอตั้ง และมีการเปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะการแต่งกายของแต่ละยุคสมัย เช่น รัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา ข้าราชการชายรุ่งผ้าม่วงสวมเสื้อราชปะแตน ผู้หญิงก็นุ่งซิ่น สวมเสื้อตามแบบพระราชนิยม ข้าราชการพลเรือนไทยเปลี่ยนจากนุ่งผ้าโจงกระเบนนุ่งกางเกงแบบสากล ในสมัยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (หลังพ.ศ. 2475)

การแต่งกายของบาบ๋าในภูเก็ต

การแต่งกายของบาบ๋าในภูเก็ต

การแต่งกายของบาบ๋าในภูเก็ต
การแต่งกายของบาบ๋าในภูเก็ต

บาบ๋า เป็นชื่อที่เรียกลูกผสมที่เกิดจากการแต่งงานระหว่างคนจีนกับคนไทยพื้นเมืองสำหรับลูกผสมที่เกิดจากคนจีนกับคนพื้นเมืองในมาเลเซีย จะเรียกผู้ชายว่า บาบ๋า และเรียกผู้หญิงว่า ย๋าย่า สำหรับในภูเก็ตจะเรียกว่าพวก บาบ๋า ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

การแต่งกายของผู้หญิงบาบ๋าในภูเก็ตนั้นมีวิวัฒนาการการแต่งกายดังนี้ ในสมัยเริ่มแรก ผู้หญิงบาบ๋านิยมแต่งกายด้วยชุดครุย เสื้อครุย มาเลเซียเรียกว่า บาจู บันจัง (Baju Panjang) เป็นเสื้อคลุมยาวครึ่งน่อง ทำด้วยผ้าป่านรูเบีย ผ้าฝ้าย หรือผ้าต่วนนิ่ม ๆ มีสีสันที่หลากหลาย สวมทับเสื้อสั้นคอตั้งสีขาว แขนยาว ตัวเสื้อมีกระดุม 5 เม็ด และกระดุมปลายแขนอีก 2 เม็ด ทำด้วยทองเรียกว่ากระดุมกินตู้น นุ่งโสร่งปาเต๊ะเครื่องแต่งกายชุดนี้นิยมแต่งในโอกาสพิเศษต่าง ๆ ทรงผมนิยมทำผมแบบเกล้ามวยสูงหรือเรียกว่า เกล้ามวยชักอีโบย คือ ดึงผมด้านหน้าตึงเรียบ ด้านข้างโป่งออก 2 ข้าง เรียกว่า อีเปง ประดับมวยด้วยดอกไม้ไหว ปักด้วยปิ่นปักผมทองคำหรือนากปน

ในสมัยต่อมา ผู้หญิงบาบ๋าเปลี่ยนแปลงเสื้อเป็นเสื้อแบบ ยอย่า มาเลเซียเรียกว่า เคบายา (Kabaya) หรือที่นิยมเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ปั่วตึ่งเต้ เป็นเสื้อสั้น ยาวประมาณสะโพก ไม่เข้ารูปจนเกินไป สวมชั้นเดียว ไม่มีเสื้อตัวในเหมือนชุดครุย เสื้อแบบนี้ในระยะแรกนิยมใช้ผ้าลูกไม้ต่อชายเสื้อและปลายแขน (Kabaya Renda) ระยะต่อมาใช้ลายฉลุชายเสื้อและปลายแขนแทนผ้าลูกไม้ (Kabaya Biku) และนิยมฉลุมากขึ้นไม่เฉพาะที่ชายเสื้อและริมปลายแขนเสื้อจะตัดเข้ารูปมากขึ้น

เครื่องประดับ ในระยะแรกยังคงนิยมใช้เข็มกลัดชุดที่เรียกว่า โกสัง ต่อมาจึงมีวิวัฒนาการเป็นเข็มกลัดชุดแบบต่าง ๆ ที่มีขนาดเล็กกว่าชุดโกสัง เป็นรูปดอกไม้ใบไม้และรูปสัตว์ต่าง ๆ สวมกำไลข้อเท้า สวมรองเท้าแตะลูกปัด

สำหรับผู้ชาย จะแต่งกายแบบสากล สวมสูท ผูกเนคไทด์ รองเท้าหนัง

ทรงผม เป็นแบบทรงลานบิน (สีกั๊กท่าว) ตัดหางเปีย หรือทรงรองทรง เมื่อแต่งอยู่กับบ้าน นิยมสวมกางเกงขายาวหรือสั้น สวมเสื้อเชิ้ตหรืออาจเป็นเสื้อยืดคอกลม การแต่งกายของเด็ก เด็กผู้หญิงวัยรุ่นนิยมนุ่งกางเกงชุดเซี่งไฮ้ และ ตึงผ่าว (ชุดยาว) เต่ผ่าว (ชุดสั้น) ส่วนเด็กผู้ชายเล็ก ๆ ตอนกลางวันมักไม่นิยมสวมเสื้อผ้า นิยมเพียงผ้าคาดอกเป็นรูปสามเหลี่ยม 1 ชั้น เรียกว่า ต้อ และแขวนลูกไข่ทองหรือเงิน เป็นสร้อยกระพรวนหรือเงินคาดสะเอวเด็ก สำหรับเด็กหญิงนิยมใส่ ปิ้ง (จับปิ้ง) ทำด้วยทองหรือเงิน

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา การแต่งกายแบบดั้งเดิมหมดไป ความเชื่อและค่านิยมเก่าๆ ค่อยเลือนหายไปจากสังคมชาวภูเก็ต ดังจะเห็นจากวัฒนธรรมการตั้งชื่อของชาวภูเก็ตที่มีเชื้อสายจีน (Baba) ซึ่งจะต้องมีชื่อจีนทุกคน และใช้ชื่อนี้ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน เช่น เมื่อมีลูกผู้หญิงจะนิยมตั้งชื่อว่า บี้โง้ย บี้ห้าย สอจิ้น สอหงีม สอฉิ้ว ลูกผู้ชายก็จะชื่อ เช่งโป้ ฮวดหลาย เฉ่งบ่าน ฮกฮวด ฯลฯ และนามสกุลก็จะเป็นแซ่ปัจจุบันยังคงความเป้นจีนบ้าง โดยใช้ชื่อจีนที่บ้าน ที่โรงเรียนใช้ชื่อไทยและนามสกุลแบบไทยมากขึ้น จนปัจจุบันจะหาคนชื่อจีนนามสกุลจีนยากมากในสังคมภูเก็ต ยกวเน่ชาวภูเก็ตที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป อาจจะยังเรียกชื่อจีนอยู่บ้าง ทั้งนี้เนื่องจากคติชาตินิยม สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ลูกต่างด้าวเสียสิทธิในการประกอบอาชีพ และผลประโยชน์ต่าง ๆ ทำให้ชาวภูเก็ตส่วนใหญ่ต้องเปลี่ยนมาเป็นไทยทั้งชื่อและนามสกุลแต่บางคนยังคงนามสกุลเดิมไว้บ้าง เช่น ลิ่มสกุล เอี๋ยวพานทอง เป็นต้น เพื่อจะได้ทราบแซ่เดิมของตน

นอกจากนี้เนื่องจากการคมนาคมกับกรุงเทพฯสะดวกขึ้น ก็มีการโอนสัญชาติมาเป็นไทย เพื่อจะได้สิทธิต่าง ๆ เท่าเทียมกับคนไทย การแต่งกายก็เป็นแบบสากลไปทั้งหมด อิทธิพลวัฒนธรรมจากภาคกลางเข้ามาแทนวัฒนธรรมจีน มาเลเซีย สิงคโปร์ ค่านิยมการส่งลูกไปเรียนที่ปีนังค่อย ๆ หมดไป คนภูเก็ตส่งลูกไปเรียนกรุงเทพฯแทนเกือบทุกบ้านนิยมให้ลูกหญิงลูกชายได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน เป็นการเปลี่ยนแปลงค่านิยมของบรรพบุรุษชาวจีนที่ว่า ผู้หญิงเรียนไปก็ไม่มีโยชน์ ดังนั้นลักษณะการแต่งกายแบบสากล และไม่สามารถจำแนกความแตกต่างของคนกลุ่มอื่น ๆ กับคนไทยได้สะดวกนัก

กลุ่มคนไทย จัดได้ว่าเป็นคนพื้นเมืองดั้งเดิมกลุ่มหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต เมื่อคนจีนจำนวนมากได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณบ้านทุ่งคา และที่อำเภอกะทู้ กลุ่มคนไทยก็ปะปนอยู่ในกลุ่มคนจีนเหล่านั้น แต่ไม่ค่อยมีบทบาทในสังคมเศรษฐกิจมากนัก เพราะคนจีนส่วนใหญ่มีฐานะดี สามารถรวมตัวเป็นกลุ่มเป็นก้อนมากกว่า และมีวัฒนธรรมที่แข็งกว่าบทบาทของคนไทยในภูเก็ตจึงมีน้อย ฉะนั้นเมื่อกล่าวถึงการแต่งกายในภูเก็ต ทุกคนจึงมองภาพเฉพาะชุดของชาวจีนมากกว่าคนไทยซึ่งเป็นเจ้าของถิ่นเดิม

การแต่งกายของชาวจีนในภูเก็ต

การแต่งกายของชาวจีนในภูเก็ต
แต่งกายของชาวจีนในภูเก็ต
แต่งกายของชาวจีนในภูเก็ต

ผู้หญิงจะแต่งกายเหมือนผู้หญิงจีนมาก คือ นุ่งกางเกงแพรสีดำ เสื้อคอจีนป้ายข้างกระดุมขัดทำด้วยผ้า (กระดุมป้อหลิว) สวมกำไลหยก มีบางคนที่เคร่งครัดต่อประเพณีจีนมาก ก็จะผูกเท้าให้เล็ก ชาวภูเก็ตเรียกว่า ตีนตุก พิธีแต่งงานเจ้าสาวยังคลุมหน้าแบบจีนโบราณ

ผู้ชายจีนในสมัยแรก ยังนิยมไว้ผมเปียยาวแบบชาวแมนจู สวมเสื้อหลวม ๆ สีดำคลุมทับเสื้อยืดคอกลมสีขาว (เสื้อย่น) บางคนนิยมสวมเสื้อคลุมยาว กางเกงนิยมสวมกางเกงจีนหลวม ๆ

วัฒนธรรมการแต่งกายภูเก็ต

วัฒนธรรมการแต่งกายภูเก็ต

วัฒนธรรมการแต่งกายภูเก็ต
วัฒนธรรมการแต่งกายภูเก็ต

เนื่องจากจังหวัดภูเก็ตเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ จึงเป็นสิ่งจูงใจให้คนในภูมิภาคต่าง ๆ อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนนี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งแต่ละกลุ่มต่างมีขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นของตนเอง ฉะนั้นจังหวัดภูเก็ตจึงเป็นพหุสังคม มีวัฒนธรรมผสมผสานในหลายรูปแบบ แต่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ไม่มีปัญหาระหว่างกลุ่มชนทุกคนต่างก็ร่วมแรงร่วมใจในการพัฒนาภูเก็ตให้เจริญก้าวหน้า และพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันนี้

เนื่องมาจากความหลากหลายของกลุ่มชนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในจังหวัดภูเก็ต ทำให้วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตของคนในสังคม มีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปตามลักษณะพื้นฐานดั้งเดิมของชนกลุ่มนั้น เช่น กลุ่มชนชาวจีนที่อาศัยบริเวณถนนถลาง บางเหนียว และที่อำเภอกะทู้ กลุ่มชาวจีนบริเวณนี้จะมีวิถีชีวิตแบบคนจีน มีภาษาพูด มีประเพณี และวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มชาวจีนโดยเฉพาะ

กลุ่มชาวไทยพุทธ อาศัยกระจัดกระจายออกไปนอกตัวเมือง ปะปนอยู่ในหมู่คนจีนบ้างและที่อยู่เป็นกลุ่มเป็นพวก เช่น คนไทยที่บ้านตะเคียน บ้านดอน บ้านพอน บ้านสาคูและบ้านเหรียง เป็นต้น

ชาวไทยมุสลิม อาศัยอยู่ริมทะเล บริเวณอ่าวมะขาว บ้านกมลา บ้านบางเทา บ้านคอเอน ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลบริเวณบ้านราไวย์ และเกาะสิเหร่ ฉะนั้นการศึกษาถึงลักษณะการแต่งกายของชาวภูเก็ตจะเป็นในรูปแบบใด ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนเพียงอย่างเดียวนั้น คงจะเป็นการยากที่จะเจาะจงลงไป หากกำหนดการแต่งกายของชาวภูเก็ต จะต้องนำเอาการแต่งกายของกลุ่มคนชาวภูเก็ตมาประยุกต์เป็นแบบใหม่ที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วกัน

ความเป็นมาของการแต่งกายชาวภูเก็ต ซึ่งจำแนกตามกลุ่มคนที่เข้ามาตั่งถิ่นฐานได้ดังนี้

กลุ่มชาวจีน กลุ่มแรกนั้นเป็นจีนโพ้นทะเลซึ่งอพยพมาจากประเทศจีนทางตอนใต้นื่องจากความแห้งแล้งจากภัยธรรมชาติ และสงครามกลางเมืองจีน (ราวปลายศตวรรษที่ 18 ต้นศตวรรษที่ 19) ชาวจีนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายที่ออกมาแสวงโชค ส่วนชาวจีนที่เข้ามาทางภาคใต้ฝั่งตะวันตก เป็นกลุ่มชาวจีนฮกเกี้ยนจากเมืองเอ้หมึง มาตั้งถิ่นฐานบริเวณภูเก็ต ตรัง ระนอง เข้ามาในฐานะกุลีรับจ้างทั่วไป ส่วนใหญ่จะเป็นกุลีเหมือง บ้างก็ประกอบอาชีพประมง การแต่งกายในยุคนี้ก็เป็นการแต่งกายของชาวจีนเหมืองทั่วไป โดยใช้เสื้อผ้าสีดำ หรือน้ำเงินแก่ เนื้อหยาบ เรียก “ผ้าต่ายเสง” เนื่องจากชาวจีนเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้นำครอบครัวมาด้วย เมื่อมีที่อยู่มั่นคงขึ้น ส่วนหนึ่งจึงสมรสกับผู้หญิงไทยในภูเก็ต บ้างก็เดินทางไปรับครอบครัวมาจากเมืองจีนมาตั้งถิ่นฐานถาวรในภูเก็ต