แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บุคคลสำคัญ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บุคคลสำคัญ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

นายประสิทธิ ชิณการณ์

นายประสิทธิ ชิณการณ์

นายประสิทธิ ชิณการณ์
นายประสิทธิ ชิณการณ์

นายประสิทธิ ชิณการณ์ เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ ให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่น ทางด้านวัฒนธรรมภาคใต้ สาขามนุษยศาสตร์ ประจำปี พ.ศ.2530 จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ นับเป็นบุคคลคนแรกของภูเก็ตที่ได้รับรางวัลนี้ ในปี พ.ศ.2538 ท่านได้รับพระราชทานปริญญากิตติมศักดิ์ สาขาวัฒนธรรมศึกษา ได้รับโล่และเกียรติบัตร ในฐานะนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นดีเด่น จากมูลนิธิท้าวเทพกระษัตรี-ท้าวศรีสุนทร

ประวัติการศึกษาและผลงาน

พ.ศ.2480 จบมัธยมปีที่ 1 จากโรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย
พ.ศ.2484-2487 เป็นครูประชาบาลโรงเรียนประชาบาลตำบลราไวย์ (วัดสว่างอารมณ์) อ.เมือง จ.ภูเก็ต
พ.ศ.2487-2493 ทำงานส่วนตัวในสวนยางพาราที่ตำบลฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต
พ.ศ.2493-2494 เป็นสมุห์บัญชีบริษัทโฮ่ยเซี้ยง จำกัด และบริษัทในเครือ
พ.ศ.2495-2532 เป็นเลขานุการบริษัทโฮ่ยเซี้ยง จำกัด และบริษัทในเครือ
พ.ศ.2509 เป็นกรรมการดำเนินงานจัดสร้างอนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี-ท้าวศรีสุนทร
พ.ศ.2523-2525 เป็นอนุกรรมการวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานกลุ่มผู้สนใจประวัติศาสตร์เมืองภูเก็ต (คนแรก)
พ.ศ.2527-2534 เป็นประธานกลุ่มผู้สนใจประวัติศาสตร์เมืองภูเก็ต ครั้งที่ 2
พ.ศ.2529-2530 เป็นอนุกรรมการวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต
พ.ศ.2535-ปัจจุบัน เป็นที่ปรึกษาของกลุ่มผู้สนใจประวัติศาสตร์เมืองภูเก็จ
พ.ศ.2546 ได้รับพระราชทานโล่เกียรติยศรางวัลอนุสรณ์สงขลานครินทร์ ในฐานะผู้อุทิศตนทำประโยชน์แก่ชุมชนในภาคใต้ และได้รับเข็มประกาศเกียรติคุณ “คนดีศรีภูเก็ต” ประจำปี พ.ศ.2546
เมื่อ พ.ศ.2505 นายอ้วน สุระกุล อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ได้มอบจดหมายของท้าวเทพกระษัตรี ซึ่งถ่ายสำเนาจากประเทศอังกฤษจำนวน 6 ฉบับ ให้นายประสิทธิ ชิณการณ์ อ่านและเผยแพร่ ทำให้ท่านเกิดแรงบันดาลใจ จึงได้ประพันธ์ร้อยกรอง “ยอดนารีศรีถลาง” ซึ่งมีเนื้อร้องดังนี้

ยอดนารีศรีถลาง
ยอดเอ๋ยยอดนารี นามท้าวเทพกระษัตรีศรีถลาง
กับท้าวศรีสุนทรอ่อนสำอาง เป็นตัวอย่างกุลสตรีผู้ดีงาม
องอาจหาญต้านไพรีเช่นวีรชาติ ชาญฉลาดรอบรู้ศัตรูขาม
เสียสละความสุขตนเป็นผลตาม ให้เกิดความดีอยู่คู่เมืองเอย
ดอกเอ๋ยดอกจันทร์กะพ้อ แผ่กิ่งก้านบานช่อพุ่มสาขา
ส่งกลิ่นหอมเยือกเย็นเป็นอัตรา ปวงประชาสุขสมปรารมภ์รัก
มุกเอ๋ยมุกดาวดี ปลอดไฝฝ้าราคีสมศรีศักดิ์
งามเด่นอยู่คู่เมืองรุ่งเรืองนัก เป็นประจักษ์พยานที่ความดีเอย

นายประสิทธิ ชิณการณ์ ได้มอบบทร้อยกรองต้นแบบข้างต้นให้นายประพันธ์ ทิมเทศ จัดทำทำนองแล้วปรับปรุงให้เป็นเนื้อร้อง กลายเป็นเพลงประจำจังหวัดภูเก็ต ที่เริ่มความว่า “ท้าวเทพกระษัตรีศรีสุนทร นามกรยอดนารีศรีถลาง เป็นทวีที่ควรเทิดน้ำใจนาง และตัวอย่างกุลสตรีนารีสมัย”

นายประสิทธิ ชิณการณ์ เป็นนักประพันธ์เรื่องสั้นที่มีสำนวนการเขียนแนวเดียวกับไม้เมืองเดิม และ ยาขอบ ช่วงแรกส่งลงพิมพ์เผยแพร่ในนิตยสารสวนอักษร ประมวญสาส์นและเอกชน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2501 ส่งลงพิมพ์ใน นิตยสารแม่บ้านการเรือน เช่น สองหญิงยังไม่สิ้นซากรัก สาปสวรรค์ บางนอน ยักษ์ไม่มีเขี้ยว ทำเพื่อใคร ซอยตลิ่งชัน ผู้ร้ายที่รัก วิมานนิมิต ค.ร.น หมอเจิดตัดสินใจ

นอกจากเรื่องสั้นแล้ว นายประสิทธิ ชิณการณ์ ยังได้เรียบเรียงบทความและข้อเขียนที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับงานวัฒนธรรมทุกสาขาให้หน่วยงานต่าง ๆ และลงพิมพ์ในหนังสือปักษ์ใต้ และหนังสืออื่น ๆ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2494 เป็นต้นมา ผลงานเหล่านั้นเป็นประโยชน์ต่องานวัฒนธรรมและการศึกษา เช่น ชีวิตไทยถิ่นภูเก็ต บทละครอิงประวัติศาสตร์แสดงทางโทรทัศน์เรื่อง ยอดนารีศรีถลาง และ ถลางแตก บทความทางวัฒนธรรมอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก เช่น ประเพณีกินผัก ประเพณีพ้อต่อ อาถรรพ์หลวงพ่อแช่ม เชี้ยม สันนิษฐานเรื่อง ยี่เกรำมะนา ประวัติศาสตร์ย้อนรอยตัวเอง : ดีบุก ชนวนจลาจลเมืองภูเก็ต เหมืองแร่ รองเง็งชาวเล ภูเก็ตในทัศนะของชาวเกาหลี ฯลฯ ปริวรรตจดหมายเหตุเมืองถลาง อันเป็นต้นเหตุให้มีการสร้างอนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี-ท้าวศรีสุนทร เป็นต้น งานประพันธ์เรื่องที่ยาวที่สุดคือ นวนิยายเกร็ดพงศาวดารเมืองถลาง เรื่อง ชีวประวัติของพระยาเพชรคีรีศรีพิชัยสงครามรามคำแหงเจ้าพระยาถลาง ลงพิมพ์ เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ปักษ์ใต้ เป็นครั้งแรกตั้งแต่ฉบับที่ 2001 ปีที่ 31 ฉบับลงวันที่ 15 มกราคม 2526 นวนิยายเรื่องนี้ได้สอดแทรกประเพณีในเมืองถลางไว้มากมาย เช่น การบวช การแต่งงาน การแต่งกาย การรับประทานอาหาร การต้อนรับแขกและคนอื่น ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง ซึ่งเรื่องนี้นอกจากจะให้อรรถรสทางภาษาและเกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์แล้วผู้อ่านยังได้รับความรู้เกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณีของเมืองถลางอย่างจุใจ นับได้ว่าเรื่องราวของพระยาเชรคีรีศรีพิชัยสงครามรามคำแหง เป็นนวนิยาย เรื่องเดียวที่ประมวลสรรพความรู้ของเมืองถลางไว้ได้มากที่สุด

เมื่อสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้จัดตั้งศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ตขึ้นในวิทยาลัยครูภูเก็ต (มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต) ได้เสนอโครงการศึกษา ค้นคว้า รวบรวม ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นภูเก็ต ได้เชิญนายประสิทธิ ชิณการณ์ และนายสกุล ณ นครซึ่งเป็นอนุกรรมการวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต มาเป็นที่ปรึกษากรรมการดำเนินงาน จากการประชุมกันหลายครั้ง จึงได้ก่อตั้งขึ้นเป็น “กลุ่มผู้สนใจประวัติศาสตร์เมืองภูเก็จ” ที่ประชุมกลุ่มเสนอให้ นายประสิทธิ ชิณการณ์ เป็นประธานกลุ่มคนแรก ในปี พ.ศ.2527 ได้จัดโครงการจัดงานฉลอง 200 ปี วีรสตรีเมืองถลาง โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้

1. เพื่อฟื้นฟูเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ โดยการจัดมหกรรมแสงเสียงทางประวัติศาสตร์ ตลอดจนอนุรักษ์โบราณสถาน และโบราณวัตถุ
2. เพื่อผลิตเอกสารทั้งภาษาไทย-อังกฤษ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์เมืองถลาง
3. เพื่อให้ประชาชน และเยาวชน ได้ตระหนักถึงคุณค่า และความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น
4. เพื่อเป็นแบบอย่างอันดีงามสำหรับประชาชน เยาวชน ได้สำนึกถึงความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เหมือนที่บรรพบุรุษได้เคยต่อสู้ และเสียสละมาในอดีต
5. เพื่อเผยแพร่และเสริมสร้างคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ให้ปรากฏแก่คนในชาติและชนต่างชาติอย่างกว้างขวาง
6. เพื่อให้การศึกษาแก่ประชาชน อันเป็นการเพิ่มพูนคุณภาพของประชาชนและเยาวชนได้มีส่วนร่วมรู้เห็นในประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น

โครงการนี้ประกอบด้วยโครงการย่อย คือ โครงการสัมมนาทางวิชาการเรื่องประวัติศาสตร์ถลาง โครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติถลาง โครงการจัดนิทรรศการประวัติศาสตร์ถลาง โครงการมหกรรมแสงเสียงประกอบละครเรื่อง “เลือดถลาง” และโครงการทัศนศึกษาเมืองโบราณ

ปัจจุบันท่านยังเป็นผู้ที่ทรงคุณวุฒิด้านประวัติศาสตร์ และเรื่องราวต่าง ๆ ของจังหวัดภูเก็ตได้เป็นอย่างดี มีผลงานทางวิชาการและเรื่องสั้น ที่เป็นเอกสารอ้างอิงขณะนี้ได้แก่ หนังสือเรื่อง “ซินแขะเมืองทุ่งคา” “ถลาง ภูเก็จ และ ภูเก็ต” และ “จดหมายเหตุเมืองถลาง” นายประสิทธิ ชิณการณ์ ผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ขุมทรัพย์วัฒนธรรมภูเก็ต”

พระครูวิสุทธิวงศาจารย์ ญาณมุนี (หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง)

พระครูวิสุทธิวงศาจารย์ ญาณมุนี (หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง)

พระครูวิสุทธิวงศาจารย์ ญาณมุนี (หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง)
พระครูวิสุทธิวงศาจารย์ ญาณมุนี (หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง)

หลวงพ่อแช่ม เป็นชาวบ้านบ่อแสน อ.ทับปุด จ.พังงา เป็นลูกศิษย์พระในวัดฉลองมาตั้งแต่เด็ก ได้บวชเป็นสามเณร เล่าเรียนธรรมะอยู่ที่วัดฉลองจนอายุครบบวชเป็นพระภิกษุ ศึกษาด้านวิปัสสนาธุระจนเชี่ยวชาญ และต่อมาได้เป็นเจ้าอาวาสวัดฉลอง

หลวงพ่อแช่มมีส่วนเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์เมืองภูเก็ต ด้วยเรื่องอั้งยี่จีน พ.ศ. 2419 ที่ได้รวมตัวกันก่อการไม่สงบ ทำลายชีวิตและทรัพย์สินของชาวภูเก็ต หลวงพ่อแช่มได้เป็นขวัญและกำลังใจให้ชาวภูเก็ตที่ยึดมั่นศรัทธาต่อท่าน สามารถขับไล่อั้งยี่ออกไปได้สำเร็จ ทำให้เกียรติคุณของหลวงพ่อแช่มเป็นที่ยอมรับในด้านความศักดิ์สิทธิ์ของขลัง นอกจากนี้ยังมีความรู้พิเศษในการรักษาผู้ป่วยเกี่ยวกับกระดูก ความรู้ในการรักษากระดูกนี้ได้ถ่ายทอดมายังลูกศิษย์ และเจ้าอาวาสวัดฉลองต่อๆ มาได้สืบทอดการรักษามาจนถึงปัจจุบันนี้

ศึกอั้งยี่เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2419 สมัยรัชกาลที่ 5 ขณะนั้นจีนเหมือง ได้เข้ามาทำงานที่เหมืองแร่ดีบุกอยู่ในภูเก็ตหลายหมื่นคน และตั้งเป็นกลุ่มผลประโยชน์ขึ้นสองกลุ่ม คือ กลุ่มงี่หิ้น กับ กลุ่มปุนเถ้าก๋ง ในปี พ.ศ. 2419 ราคาแร่ดีบุกตกต่ำ เศรษฐกิจไม่ดีเท่าที่ควร เจ้าของเหมืองมีเงินไม่พอจ่ายค่าแรง ทำให้กลุ่มปุนเถ้าก๋งไม่พอใจ เจ้าเมืองภูเก็ตในขณะนั้น คือ พระภูเก็ตโลหะเกษตรารักษ์ (ลำดวน) มีพระยาวิชิตสงคราม (ทัต) เป็นจางวางเมืองภูเก็ต และพระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชื่น บุญนาค) เป็นเจ้าหมื่นเสมอใจราชหัวหมื่นมหาดเล็ก

กรรมการจีนเหมืองไม่พอใจเจ้าเมืองภูเก็ต ด้วยสาเหตุว่าลำเอียงเข้าข้างกลุ่มงี่หิ้น ประกอบกับไม่พอใจเรื่องการเก็บภาษีดีบุกในราคาสูง ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน ในขณะที่ความไม่พอใจคุกรุ่นอยู่นั้น ทางเมืองระนองเกิดจลาจล วุ่นจีนทำร้ายเจ้าของเหมือง อั้งยี่ส่วนหนึ่งหนีการจับกุมจากระนองมาภูเก็ต และเข้ามาร่วมขบวนการอั้งยี่ในภูเก็ต

เหตุการณ์รุนแรงขึ้นเมื่อเกิดการทะเลาะวิวาทของกลาสีเรือกับพวกจีนเหมือง จีนเหมืองทำร้ายกะลาสีเรือบาดเจ็บ จึงถูกจับกุมตัว ทำให้ชาวจีนกุลีเหมืองไม่พอใจ ถืออาวุธไปเผาสถานีตำรวจ ปล้นบ้านเรือน เผาวัด ปล้นบ้านเจ้าเมือง จนเจ้าเมืองหนีการจลาจลครั้งนี้ไปอยู่ที่บ้านท่าเรือ การจลาจลเกิดขึ้นทั่วภูเก็ต และทางบ้านเมืองก็ไม่สามารถปราบพวกจีนลงได้ มีกลุ่มชาวบ้านฉลองกลุ่มเดียวที่มีหลวงพ่อแช่มเจ้าอาวาสวัดฉลองเป็นหัวหน้า ร่วมกับชาวบ้านช่วยต่อสู้จนชนะพวกกุลีจีนเหมือง ต่อมาทางกรุงเทพฯ ได้รับแจ้งข่าวการจลาจลในภูเก็ต ก็ได้ส่งพระยาประภากรวงศ์ (ชาย บุนนาค) ซึ่งขณะนั้นมีบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าหมื่นไวยวรนาถ หัวหมื่นมหาดเล็ก เป็นข้าหลวงใหญ่ มีอำนาจในการปราบอั้งยี่ มาร่วมมือกับทางเมืองภูเก็ต สามารถปรับอั้งยี่ได้สำเร็จ หลังการปราบอั้งยี่ลงได้เด็ดขาด หลวงพ่อแช่มได้รับสมณศักดิ์เป็น พระครูวิสุทธิวงศาจารย์ ญาณมุนี ตำแหน่งสังฆปาโมกข์เมืองภูเก็ต

หลวงพ่อแช่ม เป็นที่เคารพสักการะของชาวภูเก็ต และจังหวัดใกล้เคียงมากเป็นพระภิกษุที่ชาวบ้านปิดทองตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ แม้จะมรณภาพนานแล้วก็ตาม ท่านก็ยังเป็นที่เคารพอย่างสูงเยี่ยงผู้วิเศษด้านอิทธิฤทธิ์ในทางวิทยาคมจนถึงปัจจุบัน

พระยาณรงค์เรืองฤทธิ์ประสิทธิสงคราม (พระยาถลางหนู)

พระยาณรงค์เรืองฤทธิ์ประสิทธิสงคราม (พระยาถลางหนู)

พระยาถลาง (หนู) เป็นเจ้าเมืองถลางคนสุดท้าย มีศักดิ์เป็นเหลนของ พระยาถลางทองพูน เมื่อพระยาถลาง (เกต) ถึงแก่กรรมในปี พ.ศ. 2433 ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่ตั้งเป็น พระยายศภักดี (หนู) ยกกระษัตรเมืองภูเก็ตในขณะนั้น เป็นเจ้าเมืองถลางคนใหม่ พระยาถลาง (หนู) ได้ปกครองเมืองถลางได้ 4 ปี คือ ระหว่าง 2433-2437 ตำแหน่งสุดท้ายได้รับการแต่งตั้งเป็น พระยาณรงค์เรืองฤทธิ์ประสิทธิสงครามนิคมคามบริรักษ์ สยามพิทักษ์ภักดี (หนู) แล้วทรงโปรดฯ ให้ยุบเมืองถลาง เป็นอำเภอถลาง ขึ้นอยู่กับเมืองภูเก็ต ตำแหน่งเจ้าเมืองถลางจึงสิ้นสุดลงตั้งแต่นั้นมา

พระยาถลาง (หนู) เป็นบุคคลในสายสกุล “ณ ถลาง”

พระยาวิชิตสงคราม (ทัต)

พระยาวิชิตสงคราม (ทัต)

พระวิชิตสงคราม (ทัต) เป็นบุตรของ พระยาภูเก็ตโลหะเกษตรารักษ์ (แก้ว) เดิมรับราชการเป็นกรมการเมืองถลาง แล้วออกจากเมืองถลางมาทำแร่ดีบุกที่บ้านเก็ตโฮ่ต่อจากบิดา และได้ขยายกิจการการทำเหมืองแร่ดีบุกมาตามลำน้ำคลองบางใหญ่จนถึงบ้านทุ่งคา เมื่อบ้านทุ่งคาเจริญรุ่งเรืองมากขึ้น ประชาชนอพยพมาอยู่อย่างคับคั่ง จึงจัดตั้งเมืองภูเก็ตเป็นเมืองใหญ่แทนเมืองเก่าที่บ้านกะทู้ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ พระภูเก็ต (ทัต) เป็นพระยาภูเก็ตโลหะเกษตรารักษ์ (ทัต) เจ้าเมืองภูเก็ต แทนบิดาซึ่งถึงแก่กรรม

พระยาวิชิตสงคราม (ทัต) เป็นผู้ที่สนับสนุนให้ชาวจีนจากปีนังและสิงคโปร์เข้ามาลงทุนขุดหาแร่ดีบุกในเมืองภูเก็ต นำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่บ้านเมืองมากกว่าสมัยใดๆ เมืองภูเก็ตกลายเป็นเมืองค้าดีบุกที่คึกคัก หนาแน่นไปด้วยผู้คน เศรษฐกิจคล่องตัว เมื่อชราลงได้สนับสนุนให้บุตรชายชื่อ ลำดวน รับช่วงการดำเนินงานต่อมาในตำแหน่งเจ้าเมือง สืบทอดภาษีอากร และผูกขาดการทำแร่ดีบุกแทน

พระยาวิชิตสงคราม (ทัต) ถึงแก่กรรมเมื่อปี พ.ศ. 2421 หลังจากนั้นอีก 37 ปี พระรัตนดิลก (เดช) น้องชายต่างมารดาคนสุดท้องของ พระยาวิชิตสงคราม (ทัต) ได้รับพระราชทานนามสกุล “รัตนดิลก” จากรัชกาลที่ 6 ในปี พ.ศ. 2458 และได้รับพระราชทานนามสกุลต่อท้ายว่า “ณ ภูเก็ต” ในปี พ.ศ. 2459 ดังนั้นพระรัตนดิลก (เดช) จึงเป็นต้นสกุล “รัตนดิลก ณ ภูเก็ต” ตั้งแต่นั้นมา

พระยาภูเก็ตโลหะเกษตรารักษ์ (พระภูเก็ตแก้ว)

พระยาภูเก็ตโลหะเกษตรารักษ์ (พระภูเก็ตแก้ว)

พระภูเก็ต (แก้ว) ต่อมาได้รับบรรดาศักดิ์เป็น พระยาภูเก็ตโลหะเกษตรารักษ์ (แก้ว) เป็นบุตรพระยาถลาง (เจิม) ได้เป็นเจ้าเมืองภูเก็ตในปี พ.ศ. 2380 เป็นผู้บุกเบิกการทำเหมืองแร่ดีบุก พร้อมทั้งดำเนินการค้าขายควบคู่กันไปด้วย เมืองภูเก็ตในสมัยพระภูเก็ต (แก้ว) บ้านเมืองยังไม่เป็นปึกแผ่นมั่นคงมากนัก การทำเหมืองแร่ยังมีน้อย และยังไม่เจริญเท่าที่ควร เพราะในขณะนั้นเมืองภูเก็ตอยู่ในการดูแลของเมืองถลาง การทำเหมืองแร่ดีบุกก็มีแค่คนไทยทำเป็นเหมืองเล็กๆ มีคนงาน 3-4 คน ต่อมาพระภูเก็ต (แก้ว) ได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ได้ว่าจ้างจีนไหหลำ จีนมาเก๊า ประมาณ 300 คน นำมาทำเหมืองแร่ดีบุกที่ภูเก็ต และได้ขยายกิจการเหมืองแร่ดีบุกจากบ้านเก็ตโฮ่มาตามลำน้ำคลองบางใหญ่ และมาเปิดกิจการที่ตำบลทุ่งค่า ทำให้ตำบลทุ่งคาขยายตัว เป็นชุมนุมขนาดใหญ่

จากนั้นการหลั่งไหลของชาวจีนเข้ามาทำเหมืองแร่ดีบุกมากขึ้นตามลำดับ ประกอบกับความต้องการแร่ดีบุกของตลาดโลกเพิ่มมากขึ้น จนในที่สุดเมืองภูเก็ตก็เจริญรุดหน้ากว่าเมืองถลาง เพราะมีแหล่งแร่ดีบุกที่อุดมสมบูรณ์กว่า ผู้ที่สืบสานกิจการเมืองแร่ดีบุกในเมืองทุ่งคาให้เจริญต่อมา คือ พระยาวิชิตสงคราม (ทัต) ปัจจุบันทางจังหวัดภูเก็ตได้นำชื่อของพระภูเก็ต (แก้ว) ไปตั้งชื่อถนน ชื่อ “ถนนพระภูเก็ตแก้ว” เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งการบุกเบิกการทำเหมืองแร่ในจังหวัดภูเก็ตเป็นแห่งแรก

พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง)

พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง)

คอซิมบี้ ณ ระนอง
คอซิมบี้ ณ ระนอง

มหาอำมาตย์โท พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) เกิดที่จังหวัดระนอง เมื่อวันพุธ เดือนเมษายน พ.ศ.2400 เป็นบุตรชายคนเล็กของพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซุเจียง ณ ระนอง) มารดาชื่อ คุณหญิงกิ้ม ชื่อเดิมของพระยารัษฎาฯ ชื่อว่า ซิมบี้ แปลว่า ผู้มีจิตใจงาม มีความขยันหมั่นเพียร บิดามารดาส่งเสริมให้บุตรคนนี้มีอาชีพค้าขาย เพื่อไปดูแลผลประโยชน์ของตระกูลที่บริษัทโกหงวน เมืองปีนัง เมื่ออายุได้ 25 ปี บิดาได้ส่งไปอยู่ที่เมืองเอ้หมึง มณฑลฮกเกี้ยน ประเทศจีน อยู่ได้ 2-3 ปี บิดาถึงแก่กรรม จึงกลับมาเมืองไทยในปี พ.ศ.2425 และเริ่มรับราชการ ต่อมาได้เป็นผู้ช่วยผู้ว่าราชการเมืองระนอง มีบรรดาศักดิ์เป็น พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี พ.ศ.2444 ได้เป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต และในขณะเดียวกัน รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรีอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย

พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ เป็นข้าราชการหัวเมืองที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุคนั้น และทำงานจนเป็นที่โปรดปรานของพระมหากษัตริย์ถึง 2 พระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้นับท่านเป็นพระสหายที่ใกล้ชิดวางพระราชหฤทัย

จังหวัดภูเก็ตได้สร้างอนุสาวรีย์ของท่านไว้เป็นที่ระลึกถึงคุณงามความดีไว้บนยอดเขารังสถานที่พัก ผ่อนหย่อนใจและสวนสุขภาพกลางเมืองภูเก็ต

พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ ได้ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อ วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2456 ที่เมืองปีนัง ด้วยโรคที่เกิดขึ้นในตัวเอง ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยสาเหตุถูกกระสุนปืนบรานิ่งของหมอจันทร์ ที่จังหวัดตรัง ดังที่ทุกคนเข้าใจ ขณะอายุได้ 56 ปี ทางราชการได้นำศพของท่านกลับไปฝังไว้ที่สุสาน สกุล ณ ระนอง ที่จังหวัดระนอง

ผลงานที่สำคัญได้แก่

1. การส่งเสริมให้มีการปลูกยางพารา ได้นำพันธุ์ยางมาจากมาเลเซีย และได้ไปศึกษาวิธีการปลูกมาจากมาเลเซีย แล้วนำมาแนะนำให้เกษตรกรได้ปลูกในไทย ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ จนชาวบ้านเรียกว่า “ยางเทศา”
2. จัดให้มีตลาดนัดเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้า โดยได้แนวคิดมาจากชวา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเขาได้จัดให้มีการชุมนุมกันอาทิตย์ละครั้ง และแต่ละแห่งไม่ตรงกัน
3. สร้างศาลากลางจังหวัด ศาลจังหวัด และบ้านพักข้าราชการที่ภูเก็ต ให้เลือกสร้างในทำเลที่เป็นเนินสูง สร้างแบบยุโรป เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ที่มีลักษณะพิเศษ สวยงาม
4. จัดที่อยู่ให้โสเภณีในภูเก็ตได้อยู่เป็นที่เป็นทางที่ ซอยรมณีย์ (สมัยนั้นเรียกว่า “กรอกมาเก๊า”)
5. ตั้งโรงพยาบาลประจำมณฑล คือ โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต
6. ตั้งธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ เพื่อให้ธุรกิจการเงินในภูเกตคล่องตัวขึ้น
7. สร้างท่าเรือนเรศ (ปัจจุบันคือบ้านพักเจ้าพนักงานศุลากากรภูเก็ต) เพื่อให้เรือใหญ่ได้เข้าเทียบท่าได้สะดวก และขอให้นายเหมืองและผู้ประกอบการทำเหมืองขุดลอกคลองที่ปากอ่าวภูเก็ตทุกปี

พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) ผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ดวงประทิปแห่งชายฝั่งทะเลตะวันตก) หรือ “ยอดนักปกครองในรอบ 200 ปี ของชายฝั่งทะเลตะวันตก”

นายเลียบ ชนะศึก

นายเลียบ ชนะศึก

นายเลียบ ชนะศึก
นายเลียบ ชนะศึก

นายเลียบ ชนะศึก ได้รับการเชิดชูเกียรติจากศูนย์วัฒนธรรมอำเภอถลาง ให้เป็นบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมอำเภอถลาง ในปี พ.ศ.2532 นับเป็นความภาคภูมิใจยิ่งของนายเลียบ ชนะศึก ถึงกับกล่าวว่า “ก่อนตาย จะต้องทำอะไรเพิ่มอีกสักชิ้นหนึ่ง เพื่อประโยชน์แก่สาธารณะชน” ดังนั้นไม่ว่างานประเพณีที่ชุมชนร้องขอ นายเลียบ ชนะศึก ต้องเข้าไปร่วมทุกงานทุกเทศกาล จากการที่สามารถถ่ายทอดงานวัฒนธรรมท้องถิ่นถลางให้กับผู้ที่สนใจได้ตลอดเวลา โดยไม่เคยหวงความรู้และปิดบังอำพราง ผู้รับความรู้ด้านวัฒนธรรมไม่เคยผิดหวัง ทั้งยังได้รับความเพลิดเพลินบันเทิงใจทุกครั้งที่ไปขอข้อมูลทางวัฒนธรรมจากนายเลียบ ชนะศึก

นายเลียบ ชนะศึก ได้เข้ารับพระราชทานโล่เชิดชูเกียรติ ให้เป็น ผู้มีผลงานทางวัฒนธรรม สาขากีฬาและนันทนาการ จาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตลดา เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2534

สิ่งที่น่าภาคภูมิใจสำหรับครอบครัว นายเลียบ ชนะศึก คือ การได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวัฒนธรรมศึกษา เมื่อ พ.ศ.2547

เมื่อกระทรวงศึกษาธิการมีระเบียบว่าด้วยการจัดตั้งศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ตขึ้นที่วิทยาลัยครูภูเก็ต (มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต) ในปี พ.ศ.2523 สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้ นายเลียบ ชนะศึก เป็นกรรมการดำเนินงานในศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต การเป็นกรรมการดำเนินงานครั้งนี้ ทำให้นายเลียบ สามารถรื้อฟื้นความชำนาญที่มีมาแต่เดิม เพื่อเติมความสุขแก่ผู้ใกล้เคียง และมอบสรรพความรู้ทางด้านวัฒนธรรมโดยเฉพาะวัฒนธรรมถลาง เป็นวิทยาทานแก่ท่านผู้ฟังพึงรู้ นำไปจัดทำรายงานเผยแพร่กว้างขวางออกไป นายเลียบ ชนะศึก มีผลงาน ดังนี้

1. เป็นผู้เก็บรวบรวมเอกสารโบราณ “บุด” ของจังหวัดภูเก็ตไว้ศึกษาเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่า 50 ฉบับ นับได้ว่าเป็นบ้านเอกชนที่เก็บรักษาหนังสือบุดได้มากที่สุดในจังหวัดภูเก็ต หนังสือบุดเหล่านี้ ได้บริการแก้ผู้สนใจมาโดยตลอด

2. เป็นวิทยากรทางด้านวัฒนธรรมให้กับนักศึกษาระดับปริญญาตรี และปริญญาโท

3. แต่งนิราศอิสาน นิราศเหนือ และบทประพันธ์เบ็ดเตล็ดอีกมากมาย

4. เป็นผู้ประสานงานทางวัฒนธรรมมนเขตอำเภอถลาง ให้กับศูนย์วัฒนธรรมอำเภอถลาง โรงเรียนเมืองถลาง และศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต

5. เป็นผู้มีความรู้ทางด้านการละเล่นของเด็กในจังหวัดภูเก็ต-พังงา เป็นอย่างดี จนสามารถเล่าถ่ายทอดโดยการอธิบายและสาธิตด้วยความชำนาญ
ชื่อการละเล่น และสำนวนเพลง ประกอบการละเล่นของเด็กภูเก็ตที่ นายเลียบ ชนะศึก สามารถถ่ายทอด ได้แก่

กะลาทูนหงอก ขวัญเดียว ขี้แพ้ ขี้ม้า แขก คนแก่ คนหัวแหว่ง เคยเค็ม จ้ำจี้ ชิ้งช้าง ดำดูด เด็กขี้แพ้ เด็กขี้ร้อง เด็กขี้แย เด็กหางเปีย เดือน ตดฉีดตดฉาด ตาเอี้ยม ตาโอง ตาตุ๊ ตาเหล่ ตำรวจ เต่า แต่ช้าแต่ บ้างโก้ย บ้างบุ้ง บ่าวแดง บู้บี้ ป้าแมะ ป้าลุ้ย ปี่แป๊ะอ้วน โป้งพระอินทร์ นุ่งผ้า ผมจุก ฝนตก แมงมุม รีรีข้าวสาร เรียกไม่ขาน ลูกกระท้อน ลิโป้ง โลกอะไร หนึ่ง ก ไก่ หนึ่งปล่อยเป็ด หนึ่งสอง หัวจุก หัวเป็นตาลขโมย หัวล้าน หัวหน้า หัวถลอก หัวโล้น หิ่งห้อย อ้านแดง แซะ เครื่องบิน อีฉุด มิดลอ โตกดาวเด้อ จิ้ว เตย

6. สามารถเป็นวิทยากรสาธิต และแสดงมหรสพพื้นเมือง อันยังความรู้และความบันเทิงให้แก่ผู้สนใจได้ด้วยความชำนาญ เช่น บทหนังตลุงประตก บทโนรา เพลงต้นโย้ง เพลงนา เพลงเปล และถนัดมากในการเล่นลิเกป่า

7. มีความสามารถในการแสดง “ว่ามาลัย” ในงานศพ และกระทำติดต่อกันมาเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 40 ปี การ “ว่ามาลัย” เป็นการละเล่นพื้นบ้านที่ นายเลียบ ชนะศึก ถือเป็นกิจที่ต้องกระทำให้กับเจ้าภาพผู้สูญเสียทุกงานศพสม่ำเสมอมา โดยถือเป็นการกุศลและไม่รับสินจ้างรางวัล

นายเลียบ ชนะศึก ผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ขุนทรัพย์วัฒนธรรมถลาง”

นางจิ้ว ประโมงกิจ

นางจิ้ว ประโมงกิจ

นางจิ้ว ประโมงกิจ
นางจิ้ว ประโมงกิจ

นางจิ้ว ประโมงกิจ สืบเชื้อสายมาจาก เผ่าโอรังลาโอด ซึ่งเป็นกลุ่มชนดั้งเดิมที่เร่ร่อนอยู่ในทะเลอันดามัน และได้มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เกาะสิเหร่ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต สมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี ได้พระราชทานนามสกุลใหม่ให้เผ่าชาวเลใต้ที่เกาะสิเหร่ว่า “ประโมงกิจ” ครอบครัวนายอาจ และ นางจำปา จึงได้ใช้นามสกุล “ประโมงกิจ” นางจิ้ว ประโมงกิจ เป็นบุตรีคนสุดท้อง เร่ร่อนตามพ่อและแม่ ทำมาหากินในท้องทะเลอันดามัน ยามว่างก็มีโอกาสเรียนการร่ายรำที่เรียกว่า “รองเง็ง” จากยายปาซิ้ว ซึ่งเป็นผู้มีความสามารถรำรองเง็งของกลุ่มชาวเล ผู้ที่สามารถจำบทเพลง และท่วงทำนองการร่ายรำได้มากที่สุด นางจิ้ว จึงได้รับความไว้วางใจให้เป็นแม่แบบ ในการถ่ายทอดท่ารำให้แก่ครู นักเรียน ในโรงเรียนต่างๆ เช่น โรงเรียนสตรีภูเก็ต โรงเรียนพิบูลสวัสดี โรงเรียนบ้านเกาะสิเหร่ โรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญา เป็นต้น

ผลงานและรางวัลที่ได้รับ

1. ได้รับรางวัลชนะเลิศในการรำรองเง็งของจังหวัดสตูล เมื่อ พ.ศ.2520
2. เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รำรองเง็งถวายในพระตำหนักสวนจิตรลดา เมื่อปี พ.ศ.2521
3. รำรองเง็งถวาย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อพระองค์เสด็จเยี่ยมเผ่าชาวเลใต้ ที่เกาะสิเหร่ พ.ศ.2533
4. นักอนุรักษ์มรดกไทยดีเด่น สาขาดนตรีและนาฏศิลป์ ประจำปี พ.ศ.2535 ของคณะอำนวยการวันอนุรักษ์มรดกไทย
5. รับพระราชทานโล่และเข็มเกียรติคุณอนุรักษ์มรดกไทย จาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อ 17 กรกฎาคม 2535 ณ พระตำหนักสวนจิตรลดา กรุงเทพมหานคร
6. ได้ดำเนินงานทางด้านการร้อง และรำรองเง็ง เพื่อนันทนาการบันเทิง มาตั้งแต่ พ.ศ.2488 จนถึงปัจจุบัน หากนับในช่วงวัยรุ่นที่ร่วมรำกับคณะรองเง็งชุดเก่าก็มากกว่า 50 ปี
7. เป็นหัวหน้าคณะรองเง็งชาวเกาะสิเหร่ที่มีชื่อเสียงมาก
8. มีความสามารถในการดั้นกลอนสดเป็นทำนองเพลงรองเง็ง มีปฏิภาณไหวพริบที่ต่อกลอนเพลงรองเง็ง ในช่วงวัยรุ่นและวัยสาว สามารถรำ “ลงตงห้อย” อันเป็นนาฏศิลป์รองเง็งที่ยอดเยี่ยม สามารถร้องเพลงรองเง็งนับเป็นร้อยๆ เพลงโดยไม่ซ้ำเนื้อเพลงได้ตลอดทั้งคืน

ชื่อเพลงที่คณะรองเง็งของนางจิ้ว ประโมงกิจนิยมร้องขณะเต้นรองเง็ง ได้แก่
วูก้าลากูตัว มะอีนัง อะนะอีกั้น (อะนะ-ลูก อีกั้น-ปลา)
บุรงบูเต้ (บุรง-นก บูเต้-ขาว)
อายัมดิเด๊ะ (ไก่ชนหรือไก่แจ้)
เจ๊ะมามาด (นายมะหะหมัด)
สปาอีตู้ (นั่นใคร)
ตะล็อกต๊อกต๊อก ยีวา มะแน
(ยีวา-หญิง มาแนะ- หน้าหวาน)
ซิตี้ปาโยง (ซิตี้-นางปาโยง-กางร่ม)
เจ๊ะซูโร่ง ซิราเยาะ ประฮูงาซิเจ๊ะ ปากูแกลั่ง ราไวย์แประ สิเรปีนัง สายันกาโยะซำปาย่า ลิงั่งกังโก่ง งีเละ ตารังบุหลัน (ชมเดือน)
สปันกาโย (พายเรือจีบกัน)
โอลานัง (จีบสาว)
เจะโซโล๊ะ(ลูกคนสุดท้อง)
ซูปะอีตู้ (เพื่อนกัน)
นาซิอีนัง (เต้นระบำ)
ตะลักตักตัก (เต้นให้-มันสนุกสนาน)
ซินาโน่ง (บทแปลของเพลง)
หัดสั้นตันโย้ง (เป็นเพลงที่ชาวเลร้องเป็นครึ่งภาษาไทย ปนภาษาชาวเล)
ตาร่าย (เป็นเพลงที่บรรเลงล้วนๆ ไม่มีเนื้อร้อง)
หาดยาว ลินติ้ง ซาเจ้าะ ลากี้ อะซัมปาย่า (เด็ดลูกระกำ)
ซุปาอีตู้ โอสานัง (รักกันวอนขอช่วย)
บุรงติมัง (นกสมดูล)
ยีวามานี่ (หญิงอ่อนโยน)
ปลาฮูงาจิ (เรือลำใหญ่ในเลถูกคลื่นใหญ่)
ปากูแกลัง (ต้นไม้ชนิดหนึ่งกินผลแล้วเมา)
สิเรปีนัง (หมากพลู) เป็นต้น

เมื่อ เปี๊ยก โปสเตอร์ สร้างภาพยนตร์เรื่อง “สะพานรักสารสิน” ได้เชิญ นางจิ้ว ประโมงกิจ นำคณะรองเง็งเกาะสิเหร่เข้าแสดง และมีโอกาสร่วมแสดงละครโทรทัศน์เรื่อง “มัสยา” และรายการบ้านทุ่งพัฒนา

นางจิ้ว ประโมงกิจ ผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็น “แม่เพลงแห่งฝั่งทะเลอันดามัน”

นายไชยยุทธ ปิ่นประดับ

นายไชยยุทธ ปิ่นประดับ

นายไชยยุทธ  ปิ่นประดับ
นายไชยยุทธ  ปิ่นประดับ

นายไชยยุทธ ปิ่นประดับ เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญ ในการผลักดันประเพณีกินผัก ให้เป็นประเพณีประจำจังหวัดภูเก็ต และบรรจุไว้ในแผนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์วิถีชีวิตชาวเหมืองแร่ขึ้นที่โรงเรียนบ้านกะทู้

นายไชยยุทธ ปิ่นประดับ เกิดเมื่อปี พ.ศ.2481 ที่หมู่บ้านทุ่งทอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต มีบุตรธิดารวม 3 คน เป็นหญิง 1 คน ชาย 2 คน จบการศึกษาภาคบังคับระดับประถมศึกษา (ป.4) จากโรงเรียนบ้านบางทอง เมื่อปี พ.ศ.2495

หลังจากจบการศึกษาแล้วได้เข้าทำงานที่ บริษัทอนุภาษและบุตร บริษัทกะทู้ตินเทรดดิ้ง เทศบาลเมืองภูเก็ต องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต บริษัทติลก ได้มีโอกาสไปดูงาน และฝึกงานเครื่องจักรที่เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น แล้วมารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัทบูกิ๊ตคาร์ปอเรชั่นซึ่งเป็นธุรกิจในเครือญาติ กำจัดแมลง มด ปลวก ฯลฯ ต่อมามีปัญหาเรื่องสุขภาพ จึงลาออกมาทำงานส่วนตัว และทำงานช่วยเหลือสังคม

ผลงานทางสังคมตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ได้แก่

1. กรรมการการศึกษา การศาสนา และวัฒนธรรม อำเภอกะทู้
2. คณะทำงานจัดโซนประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต
3. คณะทำงานเพื่อสร้างศิลาจารึก หรือวัตถุโลหะจารึกเฉลิมพระเกียรติฯ
4. อนุกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ จังหวัดภูเก็ต
5. อนุกรรมการวัฒนธรรม ภาค 4
6. อนุกรรมการบริหารสภาวัฒนธรรม
7. รองประธานสภาจังหวัดภูเก็ต
8. ประธานสภาวัฒนธรรม อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต

นายไชยยุทธ ปิ่นประดับ เป็นผู้เสนอให้มีการจัดตั้งตำรวจท่องเที่ยว ค้นคว้าข้อมูลและผลักดันให้มีประเพณีการกินผักอยู่ในแผนการท่องเที่ยว จนได้รับการจารึกไว้ในทำเนียบในฐานะผู้มีความรู้ความ สามารถของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

นอกจากจะไปศึกษาวัฒนธรรม และประเพณีการกินผักที่ประเทศจีนแล้ว ยังได้จัดทำพิพิธภัณฑ์แร่ดีบุกที่โรงเรียนบ้านกะทู้วิทยาอีกทางหนึ่งด้วย

นายไชยยุทธ ปิ่นประดับ ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์มกงกุฎไทยชั้น 5 ได้รับโล่เกียรติยศในฐานะ “นักธุรกิจตัวอย่างแห่งปี”

นายไชยยุทธ ปิ่นประดับ ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ขุมทรัพย์วัฒนธรรมกะทู้”

นายประชา ตัณฑวนิช

นายประชา ตัณฑวนิช

นายประชา  ตัณฑวนิช
นายประชา  ตัณฑวนิช

นายประชา ตัณฑนิช เป็นเจ้าของคฤหาสน์ “บ้านชินประชา” ถนนกระบี่ ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบเก่า เป็นผู้เก็บรักษามรดกเก่าล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ และโบราณวัตถุอีกมากมาย เพื่อการศึกษาโดยเฉพาะ

นายประชา ตัณฑวนิช เป็นชาวภูเก็ต เกิดเมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ.2472 เป็นบุตรของ ขุนชิณสถานพิทักษ์ ได้รับการศึกษาเบื้องต้นจากโรงเรียนปลูกปัญญา และระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย จากนั้นได้ไปศึกษาที่ ประเทศสิงคโปร์ และฝึกฝนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา

เมื่อกลับประเทศไทย ได้เริ่มทำงานครั้งแรกที่เหมืองแร่ที่บางเทาเมื่อปี พ.ศ.2486 จากนั้นได้เป็นผู้จัดการเหมืองแร่ที่บางเนียง อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เป็นหัวหน้าฝ่ายระเบิดหินที่ บริษัทบูรพาเศรษฐกิจ และย้ายไปอยู่ที่ บริษัทฟาร์อีสต์คอนสตรัคชั่น เคยเป็นครูพละที่โรงเรียนดาวรุ่งวิทยา เมื่อออกจากการเป็นครูแล้ว ไปเป็นหัวหน้าสำรวจแร่ตามจังหวัดต่างๆ หลายแห่ง

ผลงานที่สำคัญ

1. อนุรักษ์คฤหาสน์ “บ้านชินประชา” อันเป็นสถาปัตยกรรมเก่าแก่ของจังหวัดภูเก็ต ให้คงความสมบูรณ์ เพื่อเก็บไว้ให้ผู้สนใจที่จะศึกษาได้เข้าไปศึกษาโดยไม่คิดมูลค่า พร้อมให้คำอธิบายความเป็นมาอย่างเป็นกันเอง
2. สะสมโบราณวัตถุอันมีค่าทางวัฒนธรรมเป็นจำนวนมาก เช่น เครื่องเงิน เงินเหรียญ เครื่องเคลือบ โต๊ะ เก้าอี้ โอ่ง เสื้อผ้า เสี่ยหนา เตียงโบราณ รองเท้าโบราณ วัตถุโบราณเหล่านี้เป็นเครื่องใช้ที่หาดูได้ยากในปัจจุบัน การได้เข้าไปศึกษาบ้านของ นายประชา จะสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ สภาพบ้านเรือนของชาวภูเก็ตในอดีตได้อย่างชัดเจน นับเป็นแหล่งวิทยาการสำคัญอีกแห่งหนึ่งในท้องถิ่น

จากการที่นายประชามีบ้านที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และโบราณวัตถุอื่นๆ ทำให้นายประชาได้รับการติดต่อจากนิตยสารสารคดี ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อจะจัดทำสารคดีทางวิชาการออกเผยแพร่สู่สายตาประชาคมโลก นอกจากนี้ ภาพยนตร์ต่างประเทศหลายบริษัท มาขอความร่วมมือจากนายประชาเพื่อใช้บ้านเป็นฉากในการถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น Golden Village และ Heaven and Earth บ้านชินประชา จึงเป็นสถานที่ที่ให้การศึกษาแก่นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจในการอนุรักษ์โบราณสถาน และโบราณวัตถุ ใช้เป็นสถานที่ฝึกอบรมบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ทุกครั้งที่มีผู้มาติดต่อเข้าชม นายประชาและภรรยาจะพยายามปลีกตัวจากธุรกิจมาให้คำอธิบาย และต้อนรับด้วยตัวเองเสมอ

จึงนับได้ว่า นายประชา เป็นบุคคลที่ได้อุทิศตน เพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างแท้จริง ได้รับพระราชทานโล่และใบประกาศเกียรติคุณ ในฐานะนักอนุรักษ์พิทักษ์วัฒนธรรมไทย จาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในปี พ.ศ.2537 นายประชา ตัณฑวนิช ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2549

นายเฉ่ง เลิศกิจสมบูรณ์

นายเฉ่ง เลิศกิจสมบูรณ์

นายเฉ่ง  เลิศกิจสมบูรณ์
นายเฉ่ง  เลิศกิจสมบูรณ์

รูปเคารพที่ชาวภูเก็ตเรียกว่า “พระจีน” เป็นประติมากรรมที่ช่างได้แกะสลักให้แก่ผู้ศรัทธานำไปไว้ที่หิ้งปะจำบ้าน หรือไว้ที่ศาลเจ้า (อ๊าม) มีประติมากรรมจำนวนไม่น้อยที่เป็นฝีมือของประติมากร เฉ่ง เลิศกิจสมบูรณ์ ผู้สร้างสรรค์ผลงานด้านประติมากรรม จนสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติได้ยกย่องให้เป็น “ผู้ที่มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม ภาคใต้ สาขาการช่างฝีมือ (การแกะสลัก) ประจำปี พ.ศ.2532”

จากอาชีพเดิมตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ คือ ถีบสามล้อรับจ้าง มีสถานที่พักผ่อนประจำคือ ศาลเจ้า (อ๊าม) ต่างๆ จึงทำให้ได้พบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับบุคคลอื่นๆ หลากหลายอาชีพ ประกอบกับเป็นผู้มีความสนใจในสิ่งก่อสร้างหรือสถาปัตยกรรมตามศาลเจ้า และรูปทรงพระจีนประจำศาลเจ้าเป็นอย่างมาก จนทำให้ชีวิตหันเหมาประกอบอาชีพทางด้านการก่อสร้าง และมีความสนใจในศิลปะการแกะสลัก จึงได้ยึดเป็นอาชีพในเวลาต่อมา ทั้งนี้โดยอาศัยการฝึกฝนเรียนรู้ด้วยตนเอง และได้รับการแนะนำจากบุคคลต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นกรรมกรเหมืองแร่และคนจีนที่มีความรู้เรื่องพระจีนอยู่บ้าง จึงสามารถปรับปรุง พัฒนาการแกะสลัก การทำลวดลายจนเป็นที่เลื่องลือรู้จักทั่วไป ตอนเริ่มต้นงานใหม่ๆ ได้ใช้บริเวณส่วนหนึ่งของศาลเจ้าเป็นที่ทำงาน ต่อมาเห็นว่าไม่ค่อยสะดวกประกอบกับภารกิจที่เพิ่มขึ้น จึงเปลี่ยนไปใช้ที่พักเป็นที่ทำงาน

ผลงานทางช่างฝีมือมีจำนวนมาก ได้แก่
1. จัดทำลวดลายฮวงซุ้ยของบรรดาหคบดีในจังหวัดภูเก็ต และจังหวัดอื่นๆ
2. จัดทำลวดลาย ประตูศาลเจ้าต่าง ๆ ในจังหวัดภูเก็ต
3. จัดทำลวดลาย ประกอบอาคารที่พักอาศัยของบรรดาคหบดีในจังหวัดภูเก็ต
4. แกะสลักพระจีน และทำลวดลายบนรูปพระจีน ตั้งแต่รูปขนาดเล็กมาประมาณเท่าหัวแม่มือ จนถึงขนาดโตกว่าคนจริง

ปัจจุบัน พระจีนที่มีอยู่ในศาลเจ้าขนาดใหญ่ในจังหวัดภูเก็ต เช่น ศาลเจ้าปุดจอ ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ย ศาลเจ้าเทพราศี ศาลเจ้าม่าจอโป๋ ศาลเจ้าท่าเรือ ศาลเจ้ากะทู้ เป็นต้น เป็นผลงานของ นายเฉ่ง เลิศกิจสมบูรณ์ มากกว่าร้อยละ 90 นอกจากนี้ยังมีอยู่ตามอาคารบ้านเรือนที่เจ้าของบ้านมีความเลื่อมใสศรัทธา มีไว้สักการบูชาอีกเป็นจำนวนมาก ทั้งยังมีผลงานปรากฏอยู่ในจังหวัดใกล้เคียง เช่น จังหวัดพังงา กระบี่ ระนอง และตรัง อีกมาก แม้แต่ในต่างประเทศ เช่น สหพันธรัฐมาเลเซีย ก็มีหลายรูปเช่นกัน ประมาณว่าผลงานทั้งหมดเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่า 3,000 รูป

นายเฉ่งได้คิดประดิษฐ์วิธีทำลวดลายพระจีนด้วยวัสดุ และรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตนขึ้น ซึ่งมีความประณีตสวยงามยิ่งนัก นอกจากนี้ ยังได้แกะสลักไม้จวงเป็นรูปเจ้าแม่กวนอิม ขนาดสูง 1 ฟุต เป็นจำนวนมากแก่ผู้ศรัทธา ความศรัทธาที่จะแกะสลักรูปเจ้าแม่กวนอิมขนาดเล็ก เกิดขึ้นกว่า 10 ปีที่แล้ว ในเทศกาลกินผักในปี พ.ศ.2533 นายเฉ่ง เลิศกิจสมบูรณ์ ได้ใช้ความสามารถ สร้างเครื่องมือด้วยเข็มเป็นมีดและสิ่ว ใช่แว่นขยายติดกับฝากระป๋องนม เพียรพยายามแกะสลักรูปเจ้าแม่กวนอิมด้วยไม้จันทร์หอมได้เป็นผลสำเร็จถึง 3 องค์ เป็นองค์เจ้าแม่กวนอิมที่มีขนาดเล็กที่สุด คือ สูง 14.2 มม. กว้าง 6.2 มม. (ขนาดเท่าความยาวของเมล็ดข้าวสาร) ประทับนั่งคุกเข่าซ้าย ขันเข่าขวา อยู่บนดอกบัวบานทรงกลมรี ขนาดกว้าง 6 มม. ยาว 9.2 มม. กลีบบัวกว้าง 1.1 มม. พระหัตถ์ซ้ายถือขวดน้ำมนต์ พระหัตถ์ขวาวางบนเข่าขวา นายเฉ่ง เลิศกิจสมบูรณ์ จึงได้ชื่อว่าประติมากรที่สามารถสร้างงานประติมากรรมแกะสลักไม้จันทร์หอมรูปเจ้าแม่กวนอิม หรือเทพีแห่งความกรุณาได้ขนาดเล็กที่สุด

นายเฉ่ง เป็นบุคคลที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ รู้จักดัดแปลง และพัฒนางานทางช่างฝีมือตลอดมา นอกจากมีผลงานการก่อสร้าง ทำลวดลายจีน และแกะสลักพระจีนแล้ว นายเฉ่ง เลิศกิจสมบูรณ์ยังได้คิดประดิษฐ์เครื่องมือขูดมะพร้าวชนิดสมบูรณ์แบบขึ้นเป็นครั้งแรก ประมาณ 20 ปีมาแล้ว ก่อนหน้านั้นการขูดมะพร้าวตามบ้านมักใช้กระต่ายขูดมะพร้าว (ภูเก็ตเรียก “เหล็กขูด”) โดยทั่วไป มักใช้เครื่องขูดชนิดโต๊ะ ซึ่งต้องนำผลมะพร้าวมากะเทาะเอาเฉพาะเนื้อมะพร้าว ใส่เครื่องทีละชิ้น กว่าจะเสร็จก็เสียเวลานานมาก นายเฉ่ง เลิศกิจสมบูรณ์ ได้ประดิษฐ์เครื่องขูดมะพร้าวแบบที่สามารถขูดมะพร้าวได้ทั้งซีก (ไม่ต้องกะเทาะเฉพาะเนื้อ) ได้มีผู้มาว่าจ้างให้ขูดมะพร้าวและศึกษารูปแบบเครื่องขูดมะพร้าวนี้เป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นประมาณ 4-5 ปี เครื่องขูดมะพร้าวรูปแบบนี้ได้มีผู้ประดิษฐ์ตามในเชิงการค้ามีวางจำหน่ายทั่วไป

นายสกุล ณ นคร

นายสกุล ณ นคร

นายสกุล  ณ  นคร
นายสกุล  ณ  นคร

นายสกุล ณ นคร เป็นชาวภูเก็ตโดยกำเนิด เป็นนักเขียนอิสระที่เขียนเรื่องราวในหลายรูปแบบทั้งบทความทางวิชาการ บทวิจารณ์ ผลงานที่โดดเด่นคือ บทความเรื่องโรงงานแทนทาลั่ม น้ำลดตอผุด และที่ดินท่าฉัตรไชย 2,800 ไร่ ผลประโยชน์ที่พึงได้ เป็นต้น นายสกุล ณ นคร เคยรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาจังหวัดภูเก็ตถึง 6 สมัย

ผลงานอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น

1. เป็นกรรมการก่อสร้างอนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี-ท้าวศรีสุนทร เมื่อปี พ.ศ.2509
2. เป็นนักเขียนสารคดีคนสำคัญของท้องถิ่น และเป็นนักหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นและส่วนกลาง มาตั้งปี พ.ศ.2495 จนถึงปัจจุบัน
3. ในปี พ.ศ.2527 ได้รับเลือกให้เป็นประธานกลุ่มผู้สนใจประวัติศาสตร์เมืองภูเก็จ ดำเนินงานจนกระทั่งจังหวัดภูเก็ตจัดงานฉลอง 200 ปี วีรสตรีเมืองถลาง ในปี พ.ศ.2528
4. เป็นประธานอุนกรรมการกิจกรรมทางประวัติศาสตร์ ซึ่งมีโครงการในความรับผิดชอบใน 7 โครงการ และเป็นผู้ประสานการจัดแสดงละครทางประวัติศาสตร์เรื่อง “เลือดถลาง” อันเป็นละครประกอบแสงเสียงครั้งแรกในจังหวัดภูเก็ต
5. เป็นวิทยากรบรรยาย อบรม ให้หน่วยงานต่างๆ เป็นประจำตลอดมา สำนักงานคณะกรรมการแห่งชาติได้ยกย่องเชิดชูเกียรติ นายสกุล ณ นคร เป็น ผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรมภาคใต้ สาขามนุษยศาสตร์ ประจำปี พ.ศ.2532 และบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากสถาบันราชภัฏภูเก็ต โปรแกรมวัฒนธรรมศึกษา ในปี พ.ศ. 2537
6. ผลงานหนังสือ “ตามรอยประวัติศาสตร์ที่ยังมีลมหายใจ”

พระยาราชกปิตัน (ฟรานติส ไลท์)

พระยาราชกปิตัน (ฟรานติส ไลท์)

พระยาราชกปิตัน (ฟรานติส ไลท์)
พระยาราชกปิตัน (ฟรานติส ไลท์)

ฟรานซิส ไลท์ เป็นชาวอังกฤษ เข้ามามีบทบาทในแหลมมลายู ได้เป็นเจ้าเมืองปีนังคนแรก เป็นที่นับถือของเจ้าเมืองต่างๆ ในแหลมมลายู ฟรานซิส ไลท์ เคยเข้ามาพักที่เมืองถลาง มีความคุ้นเคยกับครอบครัวท้าวเทพกระษัตรีเป็นอย่างดี ดังความปรากฏในจดหมายเหตุเมืองถลางฉบับต่างๆ ฟรานซิส ไลท์ กระทำความดีความชอบจนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “พระยาราชกปิตัน”

ฟรานซิส ไลท์ ได้ศึกษาในโรงเรียนนายเรือ และได้ประจำอยู่ในเรือ H.M.S Arrogant เป็นนายเรือพาณิชย์ สังกัดบริษัทอินเดียตะวันออก ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่เบงกอล ประเทศอินเดีย ได้เข้ามาค้าขายติดต่อกับเมืองต่างๆ รวมทั้งเมืองถลางด้วย ฟรานซิส ไลท์ ได้แต่งงานกับชาวถลางซึ่งเป็นลูกครึ่งโปรตุเกส-ไทย ชื่อ มาร์ติน่า โรเซลล์ ราวปี พ.ศ.2315 (ค.ศ. 1772) มีบุตรด้วยกัน 5 คน ชาย 2 คน หญิง 3 คน คนโตเป็นหญิงชื่อ ซาราห์ คนที่ 2 เป็นชายชื่อ วิลเลี่ยม ลูกสาวอีก 2 คน ชื่อ แมรี่ และ แอน บุตรชาย คนเล็ก ชื่อ ฟรานซิส ลานูน ไลท์ อาชีพของฟรานซิส ไลท์ คือการค้าขายและเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับการค้าดีบุก เป็นที่รู้จักนับถือแก่บรรดาเจ้าเมืองต่างๆ และเป็นที่พึ่งเป็นอย่างดี โดยเฉพาะกับ พระยาถลาง (พระยาพิมลขัน) และครอบครัว

ฟรานซิส ไลท์ มิได้เข้ามาเพื่อทำการค้าเพียงอย่างเดียว เขาสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับการเมืองด้วย นอกจากเป็นผู้แสวงหาผลประโยชน์ให้กับบริษัทอินเดียตะวันออกแล้ว ฟรานซิส ไลท์ มีความคิดที่จะเอาเกาะถลางเป็นอาณานิคมของอังกฤษ เพราะเกาะนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ดีบุก แต่ก็เปลี่ยนใจ ไม่ยึดเมืองถลาง เพราะเกิดสงครามระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสเสียก่อน และประจวบกับพระยาถลางถึงแก่กรรมเหลือแต่ภรรยาอังกฤษเห็นว่าชาวภูเก็ตต้องการอิสระ และไม่ชอบถูกชาติอื่นปกครอง หรืออาจจะเห็นว่าเมืองถลางป้องกันภัยยากกว่าปีนัง ประกอบกับอังกฤษได้ปีนังซึ่งมีที่จอดเรือที่ดีกว่า เมื่อได้เกาะปีนังแล้วก็ตั้งชื่อใหม่ว่า “เกาะพริ้นซ์ ออฟ เวลล์” ฟรานซิส ไลท์ ได้สร้างความเจริญให้กับปีนังอย่างมากมาย ผู้คนต่างอพยพเข้ามาอยู่ที่เกาะปีนัง

พระยาเพชรคีรีศรีพิชัยสงครามรามคำแหง (เทียน)

พระยาเพชรคีรีศรีพิชัยสงครามรามคำแหง (เทียน)
พระยาเพชรคีรีศรีพิชัยสงครามรามคำแหง (เทียน)

ในพงศาวดารเมืองถลาง ได้กล่าวถึง พระยาถลาง (เทียน) ว่า เป็นบุตรหม่อมภักดีภูธรกับท่านผู้หญิงจัน มีพี่สาว 1 คน ชื่อ ปราง พระยาถลาง (เทียน) เกิดที่เมืองตะกั่วทุ่ง และได้อยู่ที่เมืองตะกั่วทุ่งจนกระทั่งหม่อมศรีภักดี ถึงแก่กรรม จึงได้ตามมารดามาอยู่ที่บ้านตะเคียน พระยาถลาง (เทียน) เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการต่อสู้กับพม่า ในศึกถลาง ปี พ.ศ.2328

ในขณะที่พระยาถลางพิมล (ขัน) บิดาเลี้ยงได้ปกครองเมืองถลาง พระยาถลาง (เทียน) ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น เมืองภูเก็ต (จากหลักฐานจดหมายเหตุเมืองถลางใช้ “จ” สะกด) เป็นเจ้าเมืองภูเก็ต เมื่อบิดาเลี้ยงถึงแก่กรรม ก็ได้ช่วยมารดาสู้รบกับพม่า หลังศึกพม่า พระภูเก็ต (เทียน) ได้รับความดีความชอบมีบรรดาศักดิ์เป็น พระยาทุกรราช (เทียน) เจ้าเมืองภูเก็ต และได้รับตำแหน่งพระยาปลัดเมืองถลางอีกหนึ่งตำแหน่ง

ในปี พ.ศ.2333 พระยาทุกรราช (เทียน) ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็น พระยาเพชรคีรีศรีพิชัยสงครามรามคำแหง (เทียน) ในปี พ.ศ.2336 ได้รับคำสั่งให้นำกองทัพไปสมทบกับกองทัพเรือของสมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาถ ที่ช่องด่านสิงขร เมืองประจวบคีรีขันธ์ ไปทำศึกกับพม่า แย่งเมืองมะริด ทวาย และตะนาวศรี แต่ไม่สำเร็จ เพราะกองทัพบกไปเสียทีพม่าที่ลำน้ำน้อยเมืองกาญจนบุรีเสียก่อน พระยาเพชรคีรีศรีพิชัยสงครามรามคำแหง (เทียน) ได้กลับมายังเมืองถลางโดยปลอดภัย และได้ปกครองเมืองถลางมาถึง 20 ปี

จนถึงปี พ.ศ. 2352 เมืองถลางถูกพม่าโจมตีอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้พม่าตีเมืองถลางแตก ปล้นเอาทรัพย์สินของเมืองถลางไปเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะแร่ดีบุกที่ถลุงไว้แล้ว หลังจากเมืองถลางแตก นายประสิทธิ ชิณการณ์ นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น สันนิษฐานว่าท่านและครอบครัวอาจจะถูกพม่าจับตัวไปยังกรุงอังวะ จากนั้นข่าวคราวต่างๆ ก็สูญหายไปด้วย

พระยาเพชรคีรีศรีพิชัยสงครามรามคำแหง (เทียน) มีบุตรชาย-หญิงกี่คนไม่ปรากฏชัดเจน เพียงแต่มีกล่าวในพงศาวดารถลางปรากฏหลักฐานในหนังสือประชุมพงศาวดารฉบับหอสมุดแห่งชาติ ภาค 2 ว่า มีบุตรชาย 2 คน ชื่อ ศึก กับชื่อ เสือ ทั้ง 2 ท่านนี้เป็นที่ยอมรับของผู้สืบสกุล

พระยาเพชรคีรีศรีพิชัยสงครามรามคำแหง (เทียน) เป็นบุคคลในสายสกุล “ประทีป ณ ถลาง”

ท้าวศรีสุนทร

ท้าวศรีสุนทร


ท้าวศรีสุนทร เดิมชื่อ มุก เป็นบุตรีคนที่ 2 ของจอมร้างบ้านตะเคียนกับนางหม่าเสี้ยเป็นน้องของท่านผู้หญิงจัน (ท้าวเทพกระษัตรี) เมื่อเกิดศึกพม่าในปีมะเส็ง สัปตศก ศักราช 1147 (พ.ศ.2328) เป็นกำลังสำคัญในการช่วยต่อสู้กับพม่าจนพม่าเลิกทัพกลับไปคณะกรรมการเมืองได้นำเรื่องขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ คุณมุก เป็น ท้าวศรีสุนทร นับเป็นเกียรติยศที่ชาวภูเก็ตยกย่องสรรเสริญสืบมา ส่วนเรื่องราวต่อมาของท้าวศรีสุนทรนั้นไม่ปรากฏหลักฐานใด ๆ นอกจากหนังสือของขุนนรภัยพิจารยณ์ (ไวย ณ ถลาง) กล่าวว่า

ท่านได้สมรสกับ นายอาด ชาวกรุงเทพฯ และในการสู้รบครั้งนี้ นายอาดร่วมรบด้วย (ชื่ออาดนี้ไปพ้องกับชื่อน้องชายของท่านซึ่งต่อมาได้เป็นพระยาถลาง (อาด) ในต้นรัชกาลที่ 2) ท้าวเทพกระษัตรีมีความประสงค์ จะส่งบุตร 2 คน เข้าไปถวายตัวเป็นข้าราชบริพารในกรุงเทพฯ และมอบให้พระปลัดอาด ซึ่งเป็นชาวกรุงเทพฯ นำบุตรทั้ง 2 คน เข้าไปถวายตัว ท้าวศรีสุนทรจึงติดตามสามีเข้ากรุงเทพฯ ด้วย และสิ้นชีวิตที่กรุงเทพฯ ไม่มีบุตรสืบสกุล

เรื่องราวนี้ยังไม่มีหลักฐานใดยืนยันได้แน่นอน บ้างก็ว่าไม่ได้สมรสกับใคร ฉะนั้นเรื่องราวของท้าวศรีสุนทรจึงไม่เป็นที่ยืนยันว่า บั้นปลายชีวิตเป็นอย่างไร สิ้นชีวิตที่ไหน

ท้าวเทพกระษัตรี

ท้าวเทพกระษัตรี


ท้าวเทพกระษัตรี เดิมชื่อ จัน เป็นบุตรคนโตของจอมร้างบ้านตะเคียน และนางหม่าเสี้ย ซึ่งเป็นชาวเมืองไทรบุรี ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ มีน้อง 4 คน คือ มุก (ท้าวศรีสุนทร) หมา อาด และเรือง

ท่านผู้หญิงจัน ได้สมรสกับ หม่อมศรีภักดี บุตรจอมนายกองชาวนครศรีธรรมราชเจ้าเมืองตะกั่วทุ่งกับแม่ชีบุญเกิด มีบุตรกับหม่อมศรีภักดี 2 คน ผู้หญิงชื่อ ปราง และผู้ชายชื่อ เทียน ต่อมาได้เป็นพระภูเก็จ และพระยาเพชรคีรีศรีพิชัยสงครามรามคำแหง (พระยาถลางเทียน) ตามลำดับ เมื่อหม่อมศรีภักดีถึงแก่กรรม ท่านผู้หญิงจันและลูกกลับมาอยู่ที่บ้านตะเคียนกับบิดา-มารดา และได้สมรสใหม่กับ พระยาพิมล (ขัน) เดิมเป็นพระกระเจ้าเมืองกระบุรี ได้มาช่วยราชการเมืองถลางมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาพิมล (ขัน) มีบุตรด้วยกัน 5 คน คือ แม่ทอง (ต่อมาได้นำไปถวายตัวได้เป็นจอมมารดา เจ้าครอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอุบล ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1) พ่อจุ้ย พ่อเนียม แม่กิม และแม่เมือง ในขณะที่พม่ายกกองทัพมาตีเมืองถลาง ท่านผู้หญิงจันถูกเจ้าหน้าที่ทางกรุงเทพฯ เกาะกุมตัวไปที่ค่ายปากพระเนื่อจากค้างค่าภาษีดีบุก เมื่อค่ายปากพระถูกพม่าตีแตก

ท่านผู้หญิงจันและพรรคพวก ได้ฝ่าวงล้อมหนีกลับมารวบรวมผู้คนชาวถลาง ต่อสู้พม่าด้วยความสามารถจนปกป้องเมืองเอาไว้ได้ พท่าต้องถอยทัพกลับไป เมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ.2328 เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงทราบเรื่องราวอย่างละเอียดแล้วจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้ท่านผู้หญิงจันเป็น ท้าวเทพกระษัตรี เป็นวีรสตรีผู้กล้าหาญของบ้านเมือง ได้รับการยกย่องสรรเสริญตลอดมา

ภารกิจสำคัญที่ท้าวเทพกระษัตรีได้ปฏิบัติ อันสมควรแก่การยกย่องในฐานะวีรสตรีของชาติ ในภาวะที่เหตุการณ์ต่าง ๆ ได้รุมล้อมอยู่ตลอดเวลา สืบเนื่องมาจากพระยาธรรมไตรโลกแม่ทัพใหญ่จากค่ายปากพระ นำทหารมาเร่งค่าภาษีบุกที่ค้างอยู่ พระยาถลางป่วยหนักจนไม่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาใด ๆ ได้ เป็นเวลาเดียวกับข่าวข้าศึกพม่าที่ยกกองทัพมาตีหัวเมืองปักษ์ใต้จะเข้าตีเมืองถลาง พร้อมกันนั้นพระยาถลางซึ่งป่วยหนัก และสิ้นชีวิตลง ยังไม่ทันจะได้จัดพิธีการศพให้สมควรแก่ฐานะ ก็ต้องหันมาคิดหาวิธีป้องกันบ้านเมืองให้รอดพ้นอันตรายจากพม่า ท้าวเทพกระษัตรีผู้มีความสามารถในการรบ มีความกล้าหาญที่จะออกนำหน้าทหาร คิดวิธีตัดกำลังข้าศึกโดยใช้ แผนนบนางดัก จนกองพม่าได้รับความเดือดร้อน ไม่มีน้ำใช้ในกองทัพ ใช้แผนลวงข้าศึกเรื่องกำลังกองทัพ สามารถวางแผนกลยุทธ์ตามหลักพิชัยสงคราม โดยใช้ แผนพิรุณสังหาร จนสามารถป้องกันเมืองไว้ได้

นอกจากนี้ หลังจากเสร็จศึกสงครามแล้ว เมืองถลางก็ต้องประสบกับความอดอยากแร้นแค้น เพราะพม่าทำลายข้าวของต่าง ๆ ไปเป็นจำนวนมาก ท้าวเทพกระษัตรีและครอบครัว มาทำแร่ดีบุกอยู่ที่บ้านสะปำ นำไปแลกข้าวสารมาเลี้ยงดูประชาชนมิให้อดยากนับได้ว่าเป็นบุคคลที่อนุชนรุ่นหลังจะต้องเทิดทูนบูชาและรำลึกถึงวีรกรรมในครั้งนี้ชาวภูเก็ตทุกคนเชิดชูเกียรติท้าวเทพกระษัตรีไว้สูงสุด ในฐานะผู้มีพระคุณต่อบ้านเมือง และจังหวัดภูเก็ต จึงได้กำหนดให้วันที่ 13 มีนาคม เป็น “วันถลางชนะศึก” ของทุกปี จัดเป็นวันสำคัญของจังหวัด