ประเพณีเกี่ยวกับภาษาและการพูดจา
การพูดจาระหว่างเพื่อนฝูงที่สนิทรักใคร่ชอบพอกัน มักใช้คำหยาบทักทายกันโดยไม่สนใจว่าผู้ใดจะได้ยิน คนที่ไม่เข้าใจหรือคนต่างถิ่นอาจจะเข้าใจผิดว่าทะเลาะกัน การขานรับการเรียกของผู้ใหญ่ที่ใช้โดยทั่วไป คือ “โอย” “จ๋า” และคำที่ใช้แสดงการเห็นด้วยมักใช้คำว่า “เออ” หรือ “อือ” “จ๊ะ” ถ้าต้องการพูดแสดงถึงความสุภาพลดความกระด้างลงด้วยหางเสียงว่า “อ๊าว” “อื้อ” “น้า” “ต๊า” “อ่า” เป็นต้น
ภูเก็ตไม่มีประเพณีคนรับใช้ที่จะต้องย่อตัวหรือคุกเข่าต่อหน้าเจ้านาย ทุกคนจะยืนหรือนั่งในที่เสมอกันหมด คนขับรถมีสิทธิ์ร่วมโต๊ะอาหารกับนายจ้างได้ ทำให้ข้าราชการที่ได้มีโอกาสมาบริหารจังหวัดภูเก็ตในระดับผู้ปกครอง มักจะมองว่าชาวภูเก็ตเป็นคนกระด้าง
ภูเก็ตยุคปัจจุบัน กำลังพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ผู้คนต่างถิ่นต่างชาติหลั่งไหลมาเที่ยวภูเก็ต มาตั้งหลักแหล่งทำมาหากินในภูเก็ต อารยธรรมต่างๆ ย่อมหลั่งไหลเข้ามาด้วย และจะต้องกระทบกระเทือนวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ค่านิยม ของท้องถิ่นซึ่งมีอยู่เดิม อันสมควรจะนำมาศึกษา เพื่อให้เยาวชนรุ่นหลังได้เรียนรู้ถึงวิวัฒนาการของประเพณีดั้งเดิมของภูเก็ต ซึ่งจะมีส่วนปลูกฝังจิตสำนึก และค่านิยมในการที่จะรักษาวัฒนธรรมของตนมิให้ถูกทำลาย หรือถูกกลืนหายไปจนหาต้นกำเนิดไม่ได้
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประเพณีและพิธีกรรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประเพณีและพิธีกรรม แสดงบทความทั้งหมด
วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
ประเพณีเดินเต่า
ประเพณีเดินเต่า
![]() |
| ประเพณีเดินเต่า |
เป็นประเพณีดั้งเดิมของชาวภูเก็ต นายสมชาย สกุลทับ ได้อธิบายว่า เดินเต่า คือการเดินหาไข่ที่ขึ้นมาวางไข่บนหาดทราย นิยมกันในบริเวณที่มีเต่าขึ้นมาวางไข่ คือ บริเวณริมหาดชายฝั่งทะเลอันดามัน ได้แก่ ทางตะวันตกของเกาะภูเก็ต ทางฝั่งทะเลตะวันตกของอำเภอท้ายเหมือง และอำเภอตะกั่วป่า จังหวัด ประเพณีเดินเต่ามีมานานแล้ว โดยสมัยดั้งเดิมนั้นชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงกับชายหาดต่างๆ นิยมคดห่อ (ห่อข้าว) ไปกินกันที่ชายทะเลในตอนบ่ายๆ และจะอยู่กันจนรุ่งเช้า จุดไฟผิงกันหนาวแล้วก็ถือโอกาสเดินหาไข่เต่า ซึ่งเป็นสิ่งที่หายาก และเป็นอาหารที่โอชะ การเดินเต่านั้นเดินกันได้เฉพาะฤดูเต่าวางไข่เท่านั้น คือ ประมาณเดือน 11 แรม 1 ค่ำ รายปลายเดือนตุลาคม หรือต้นเดือนพฤศจิกายน ไปจนถึงเดือน 11 แรม 1 ค่ำ ราวปลายเดือนตุลาคม หรือต้นเดือนพฤศจิกายน ไปจนถึงเดือน 4 หรือต้นเดือนกุมภาพันธ์ การเดินเต่าในสมัยดั้งเดิม สามารถเก็บไข่เต่ากันได้ทุกคน แต่สมัยหลังๆ รัฐบาลเก็บภาษี โดยให้มีสัมปทานเป็นหาดๆ ไป การเดินเต่าเพื่อเก็บไข่เต่าจึงเป็นสิทธิของผู้รับสัมปทานตามกฎหมาย คนอื่นๆ ไม่มีสิทธิที่จะเก็บได้ เพียงเดินเต่าเพื่อความสนุกสนาน เพื่อดูเต่าทะเลขึ้นมาวางไข่เท่านั้น
ในช่วงเวลาของการเดินเต่า จะมีผู้คนคึกคักตามชายหาด เพื่อรอดูเต่าวางไข่ เต่าจะมีลักษณะพิเศษประจำ คือ ตัวใดที่เคยมาวางไข่บริเวณใด ก็จะมาประจำบริเวณนั้นและคืนนั้นทุกปี เนื่องจากปัจจุบัน มีการขยายตัวของการท่องเที่ยวเกิดขึ้นทุกชายหาดของภูเก็ต ประกอบกับจำนวนเต่าทะเลลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่ค่อยมีเต่าขึ้นมาวางไข่ตามชายหาดเลย ประเพณีการเดินเต่าจึงเปลี่ยนไปเป็นการตั้งแคมป์พักแรมตามชายหาด เป็นกิจกรรมเพื่อความสนุกสนาน ซึ่งไม่ใช่การเดินเต่าตามความหมายที่แท้จริงดังในอดีต
ประเพณีการปล่อยเต่าสู่ท้องทะเล
ประเพณีการปล่อยเต่าสู่ท้องทะเล
![]() |
| ประเพณีการปล่อยเต่าสู่ท้องทะเล |
ประเพณีนี้เพิ่งจะเริ่มจัดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง เนื่องจากริมชายหาดของภูเก็ตถูกพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว หาดทรายซึ่งเคยสงบเงียบถูกสร้างเป็นอาคาร หรือปักร่มสำหรับของนักท่องเที่ยว เสียงรบกวนของดนตรีและแสงไฟ ทำให้จำนวนเต่าซึ่งเคยมาวางไข่เป็นประจำลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ค่านิยมการบริโภคไข่เต่า และเนื้อเต่า การทิ้งน้ำเสียลงทะเล ทิ้งขยะมูลฝอยลงทะเล โดยไม่คำนึงถึงสิ่งมีชีวิตในทะเลทำให้จำนวนเต่าลดลง คาดว่าอาจจะสูญพันธุ์ในไม่ช้า ถ้าไม่มีการอนุรักษ์อย่างถูกวิธี ฉะนั้น กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับชาวบ้านตำบลไม้ขาว ได้ริเริ่มโครงการอนุรักษ์เต่าทะเลขึ้น และจัดให้มีการปล่อยเต่าสู่ท้องทะเล ในวันที่ 13 เมษายน ของทุกปี โดยสถานีประมงจังหวัดภูเก็ตได้ให้ความร่วมมือจัดหาลูกเต่ามาให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม
ประเพณีปล่อยเต่าสู่ท้องทะเล เป็นการปลูกฝังให้ประชาชนรู้จักการอนุรักษ์ทรัพยากรในท้องถิ่นของตน เกิดความรักท้องถิ่น ด้านความเชื่อเกี่ยวกับเต่า คนภูเก็ตเชื่อว่าเต่าเป็นสัตว์ที่อายุยืน เป็นสัญลักษณ์ของความดีงาม และเชื่อว่าการปล่อยเต่า เป็นการสร้างบุญบารมีอีกอย่างหนึ่ง
ประเพณีทำบุญขวัญเด็ก
ประเพณีทำบุญขวัญเด็ก
เป็นประเพณีที่รับมาจากจีน ทำให้ทั้งลูกหญิงและลูกชาย พิธีนี้จะทำเมื่อบุตรอายุครบ 1 เดือน เริ่มด้วยตอนเช้าอาบน้ำเด็กที่เข้าพิธีเสียก่อน แล้วนำเด็กไปไหว้พระในศาลเจ้า และขอชื่อเป็นทางการ (ชื่อภาษาจีน) และขอพรจากพระ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่เด็ก ผู้ปกครองของเด็กจะทำขนมเต่าแดง ไข่ต้มทาสีแดง และข้าวเหนียวคลุกน้ำมัน (อิ่วปึ่ง) เพื่อไหว้บรรพชนที่ล่วงลับไปแล้ว ที่เหลือจะนำไปแจกญาติพี่น้องหรือคนที่คุ้นเคย เพื่อเป็นการบอกกล่าวว่า บ้านนี้มีลูกอายุครบ 1 เดือนแล้ว บ้านไหนที่ได้รับอิ่วปึ่งเป็นของบอกกล่าว ก็จะมีของตอบแทนให้ มักเป็นเงินใส่ซองแดง (อั่วเปา) หรือข้าวสาร เส้นหมี่ซั่ว ไข่ไก่ ให้เป็นสิริมงคลแก่เด็ก
งานบุญเดือนสิบ
งานบุญเดือนสิบ
การจัดงานวันสารทไทยหรือวันทำบุญเดือนสิบของชาวภูเก็ตมี 4 วัน คือ วันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 10 ที่วัดม่าหนิก วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 ที่วัดพระทอง วันแรม 8 ค่ำ เดือน 10 ที่วัดเทพกระษัตรี ส่วนวัดทั่วไปนิยมจัดงานบุญเดือนสิบในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ชาวภูเก็ตที่นับถือศาสนาพุทธพร้อมใจกันนำอาหารคาวหวาน อาหารแห้ง เครื่องครัวไปถวายพระภิกษุสงฆ์ เพื่อทำบุญกุศลอุทิศให้แก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว และมีขนมลา (ขนมที่มีเส้นเล็กๆ ทำจากแป้งและน้ำตาลทอดในน้ำมัน) เป็นขนมที่สำคัญที่จะขาดมิได้ โดยเชื่อว่าถ้าหากบรรพบุรุษที่เสียชีวิตไปแล้ว ต้องชดใช้กรรมเป็นเปรต ก็จะกินอาหารประเภทนี้ได้ เพราะเปรตมีปากเล็กเท่ารูเข็ม ไม่สามารถกินอาหารอื่นๆ ที่ทำอุทิศให้ได้จึงต้องเผื่ออาหารประเภทนี้ไว้ด้วย ชาวภูเก็ตในอดีตมีการทำสอบช่อ (สอบช่อถือเป็นงานศิลปะหัตกรรมจักรสานท้องถิ่น) สำหรับใส่อาหารแห้ง และจัดทำช่อผักผลไม้เพื่อนำมาช่วยโรงครัวทางวัด หรือบางหมู่บ้านมีประเพณีการแห่จาด แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ประเพณีนี้กำลังจะหมดไป ยังคงศึกษาได้จากงานบุญเดือนสิบวัดเทพกระษัตรี (วันบ้านดอน)
ประเพณีงานศพในภูเก็ต
ประเพณีงานศพ
![]() |
| ประเพณีงานศพแบบจีน ภูเก็ต |
งานศพไทย
มีพิธีอาบน้ำศพ และบรรจุหีบศพ ตั้งศพบำเพ็ญกุศลอยู่กับบ้าน หรือถวายสังฆทานมีการเลี้ยงแขกหรือที่มาในงานศพ ทั้งอาหารคาวหวานและเครื่องดื่ม แขกส่วนใหญ่นิยมไปงานศพเวลากลางคืน ในเวลากลางวันเป็นเรื่องของหมู่ญาติ ซึ่งมาช่วยกันทำบุญเลี้ยงพระ เมื่อถึงเวลาฌาปนกิจจะเคลื่อนศพไปเผายัง ฌาปนสถาน และมักใช้แรงงานญาติมิตรที่ใกล้ชิด ช่วยกันแบกหีบศพวน 3 รอบ ก่อนนำขึ้นสู่เตาเผาวันรุ่งขึ้นตอนเช้าตรู่ทำพิธีเก็บกระดูก บางคนนำกระดูกไปฝัง บางคนนำไปใส่สถูปที่จัดเตรียมไว้ บางคนนำไปลอยทะเล
งานศพจีน
หีบศพแบบจีน หรือ โลงจีนทำด้วยไม้ซุงทั้งท่อน โดยขุดเป็นหลุมให้ใส่ศพได้ เรียกว่าโลงหัวหมู มีการแต่งตัวผู้ตายและใส่ทรัพย์สินประจำตัวผู้ตายลงไปในโลงศพด้วยการตั้งศพบำเพ็ญกุศลนิยมตั้งศพไว้ที่บ้าน ก่อนนำไปฝังที่สุสานตามประเพณี ในการตั้งศพไว้ที่บ้าน บางคราวต้องปิดถนน เพื่อใช้เนื้อที่ของถนนวาง โต๊ะ เก้าอี้ กางเต้นท์ เพื่อรับรองแขกเหรื่อที่มาร่วมงานศพ ซึ่งส่วนใหญ่นิยมไปร่วมงานในตอนกลางคืน พิธีกรรมมีทั้งพิธีสงฆ์นิกายหินยานและมหายาน หรือ พิธีสวดกงเต็ก การเลี้ยงแขกเหรื่อที่มาร่วมในงาน เป็นเรื่องใหญ่ที่เจ้าภาพถือว่า จะต้องไม่ให้ขาดตกบกพร่อง อาหารที่ใช้เลี้ยงในงานศพมีทั้งคาวหวานและเครื่องดื่ม การเคลื่อนศพไปฝังนิยมใช้คนเป็นจำนวนมากช่วยกันหามโลงไปสุสาน โดยเฉพาะถ้าเป็นศพหรือญาติพี่น้องของเศรษฐีเหมืองแร่จะนำกุลีเหมืองมาช่วยหามโลงศพผลัดเปลี่ยนเป็นระยะ ๆ ก่อนถึงหลุมฝังศพ นิยมนำไปฝังในสุสานของตระกูล สุสานกวางตุ้ง สุสานเขารัง ผู้ที่มาช่วยหามโลงศพจะได้รับ ของที่ระลึกถ้าเจ้าภาพมีฐานะจะเป็น อังเปา (เงินใส่ซองแดงเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ผู้นำ ช่วยงาน) หรือผ้าขาวม้าสีแดง ผ้าขนหนูผืนเล็ก ๆ ผูกโบว์สีแดง เป็นต้น
ก่อนเคลื่อนศพออกจากบ้าน จะต้องตั้งโต๊ะไหว้ศพ ของที่นำมาเซ่นไหว้ได้แก่ ไก่ หัวหมู หรือใช้หมูย่างทั้งตัว เส้นหมี่เหลือง เหล้าขาว ขนมครบชุด ผลไม้ ผัก โดยลูกหลานต้องออกมาทำความเคารพแบบจีน และกล่าวคำเชิญผู้ตายให้รับของดังกล่าว พิธีนี้ต้องกระทำให้เสร็จสิ้นก่อนเที่ยง เพราะนิยมเคลื่อนศพออกจากบ้านเวลาเที่ยง นอกจากนี้ลูกหลานจะต้องไว้ทุกข์โดยการสวมเสื้อผ้าเนื้อดิบ ไม่โกนหนวด ไม่ตัดผม และไม่รีดเสื้อผ้า เป็นเวลา 11 เดือน กับอีก 28-29 วัน จึงจะโกนหนวด ตัดผมได้ และเปลี่ยนเป็นสวมเสื้อผ้าสีเขียวเรียกว่า “ผลัดเขียว” เป็นเวลา 99 วัน จึงเปลี่ยนเป็นสวมเสื้อผ้าสีแดงและสีต่าง ๆ เรียกว่า “ผลัดแดง” เป็นอันสิ้นสุดการไว้ทุกข์ ปัจจุบันการไว้ทุกข์ไม่เคร่งครัด แล้วแต่ความเหมาะสมของแต่ละครอบครัว บางครอบครัวแต่งกายไว้ทุกข์ เป็นเวลา 3 เดือนบ้าง 1 เดือนบ้าง หรือบางครอบครัวออกทุกข์ทันทีหลังเสร็จสิ้นงานศพ
ความเชื่อเกี่ยวกับการจัดพิธีกรรมเกี่ยวกับการตายของภูเก็ต
ในสมัยก่อนนิยมจัดงานศพที่บ้านไม่ว่าคนไทยหรือคนจีน หากชาวจีนที่มีฐานะดีถึงแก่กรรมนอกบ้าน ก่อนนำศพเข้าบ้าน จะมีการว่าจ้างบุคคลที่มีลักษณะคล้ายผู้ตายแต่งกายด้วยเสื้อผ้าของผู้ตาย ทำทีเดินเข้าทางหน้าบ้าน ส่วนลูกหลานก็แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสันปกติ เข้ามาทักทาย ใครเรียกเตี่ย เรียกก๋ง ก็เรียกเหมือนครั้งที่ผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ เรียกให้นั่งยกน้ำชาให้ดื่ม สักครูจึงมีเสียงร้องไห้ รำพึงรำพันว่าผู้ตายเสียชีวิตแล้ว หลังจากนั้นจึงนำศพผู้ตายเข้าทางหลังบ้านแล้วจึงจัดการทำศพตามประเพณีต่อไป
แต่บางกระแสเล่าว่า มีการแต่งกายให้ผู้ตายเหมือนปกติเป็นประจำทุกวัน แล้วลูกหลานช่วยประคองผู้ตายเข้าทางหน้าบ้าน จัดให้นั่งในที่ๆ เคยนั่งประจำ แล้วจัดให้ผู้ตายนอนลง สักครู่ลูกหลานจึงร้องไห้รำพันถึงการเสียชีวิตของผู้ตาย
พิธีการเหล่านี้ เป็นความเชื่อเพื่อความเป็นสิริมงคลรุ่งเรืองของลูกหลานสืบไป
งานศพมุสลิม
ชาวมุสลิมในภูเก็ต เมื่อถึงแก่กรรมลงจะทำพิธีศพและนำไปฝังที่สุสานภายใน 24 ชั่วโมง หลังการสิ้นชีวิต นายสุรชัย สาริยา เล่าว่า “พิธีอาบน้ำศพ น้ำอาบศพ จะใส่ใบพุทธา และพิมเสน ครั้นศพสะอาดแล้วจึงเอาสำลีปิดทวารทั้งห้า ห่อศพด้วยผ้าขาว 3 ชั้น โรยด้วยเครื่องหอม มีพิมเสน การบูร และกำยานผง แล้วนำศพไปทำพิธีละหมาด เพื่อขอพรให้แก่ผู้ตาย ก่อนพิธีละหมาด ลูกหลานของผู้ตายจะสอบถามแขกเหรื่อที่มาในงานว่า ผู้ตายมีหนี้สินกับใครบ้าง ต่อไปให้ติดต่อใช้หนี้กับลูกหลานคนใดคนหนึ่งแล้วแต่ละกำหนด หลังจากนั้นจึงนำศพไปที่สุสานเพื่อฝังในหลุมที่เตรียมไว้ วางศพลงบนพื้นดินในหลุม ตะแคงศพไปทางทิศตะวันตก เอาโลงศพที่ไม่มีพื้นท้องโลงครอบศพ แล้วจึงถมดินกลบและมีความเชื่อว่า การฝังศพห้ามเอาศพลงหลุมเวลาเที่ยงตรงกับช่วงตะวันโพล้เพล้”
ประเพณีแต่งงาน
ประเพณีแต่งงาน
ประเพณีแต่งงานของชาวภูเก็ต มีลักษณะผสมผสานกันทั้งจีน ไทย ฝรั่ง กลายเป็นไทยนิด จีนหน่อย ฝรั่งกลาย คือนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม ปัจจุบันการแต่งงานแบบไทย มีการหมั้นหมายและทาบทามสู่ขอเพื่อตกลงกำหนดวันพิธีขันหมาก ทำพิธีสงฆ์ หลั่งน้ำพระพุทธมนต์แก่คู่บ่าวสาว เลี้ยงฉลองและส่งตัวเข้าหอ มีพิธี “เวียนสาดเวียนหมอน” คือ เชิญคู่สามีภรรยาที่ครองคู่กันอย่างราบรื่นเป็นผู้ทำพิธีให้ การแต่งงานแบบจีนเดิมยึดถือประเพณีจีน แต่งตัวแบบจีนเจ้าสาวคลุมหน้าคลุมตา จะได้เห็นหน้าตอนเข้าหอ มีการคารวะผู้ใหญ่หลายครั้งหลายหนการทาบทามการหมั้น เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ทั้งสิ้น
การแต่งงานของชาวภูเก็ตส่วนใหญ่ เมื่อหนุ่มสาวชอบพอรักใคร่ ก็จะให้ผู้ใหญ่ไปสู่ขอและทำการหมั้นหมาย นัดวันแต่งงาน บางคู่มีการหมั้นและแต่งงานในวันเดียวกัน วันทำพิธีแต่งงาน ฝ่ายเจ้าบ่าวยกขบวนแห่ (ขบวนรถยนต์) ไปบ้านเจ้าสาว มี พัวเกี๋ย (เพื่อนเจ้าบ่าว) ไปเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว ยิ่งมากยิ่งดี มีการจุดประทัดต้อนรับเจ้าบ่าวอาจมีพิธีสงฆ์หรือไม่มีก็ได้ ในช่วงเช้าจะเริ่มพิธีคู่บ่าวสาวคารวะญาติผู้ใหญ่ด้วยการเชิญดื่มน้ำชา (เจี๊ยะเต๋) มีผู้เรียกขานชื่อญาติตามลำดับชั้น เข้ารับน้ำชาจากคู่บ่าวสาวในช่วงนี้ญาติพี่น้องจะให้เงินทองทรัพย์สินแก่คู่บ่าวสาว ปัจจุบันนิยมทำในตอนเย็นก่อนงานเลี้ยงตอนค่ำ กลางคืนมีพิธีส่งตัวเข้าหอ คู่บ่าวสาวในสมัยก่อนนิยมแต่งกายด้วยชุดครุยเจ้าบ่าวแต่งสูทแบบสากล หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา เจ้าสาวนิยมแต่งกายด้วยชุดราตรีสีขาวแบบฝรั่ง (ภูเก็ตเรียกว่า “ชุดบุ่นเบ๋ง”) เจ้าบ่าว สวมสูทแบบสากล
การแต่งงานแบบมุสลิม ชาวมุสลิมนิยมหาคู่หมั้นไว้ให้ลูกหลายของตนไปแต่งงานกับคนต่างศาสนา แต่ปัจจุบันการคบหาสมาคมกวางขวางขึ้น ทำให้การแบ่งแยกศาสนาในเรื่องคู่ครองลดความเข้มงวดลง
ประเพณีกินผัก
ประเพณีกินผัก
ประเพณีกินเจ ซึ่งชาวภูเก็ตเรียกว่า “งานกินผัก” หรือ “เจี๊ยะฉ่าย” จัดขึ้นระหว่างวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 ถึงวันขึ้น 9 ค่ำเดือน 9 ของจีน ซึ่งตรงกับเดือน 10 ของไทย ประเพณีกินผัก เป็นประเพณีดั้งเดิมของชาวภูเก็ต ซึ่งได้รับอิทธิพลจากจีน เริ่มมีการจัดขึ้นครั้งแรกที่อำเภอกะทู้ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีชาวจีนเข้ามาทำเหมืองแร่อยู่เป็นจำนวนมาก
ประเพณีกินผักนี้ สืบเนื่องมาจากชาวจีนในภูเก็ต ต้องการที่จะดำรงประเพณีดั้งเดิมของตนไว้ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บและอันตรายต่าง ๆ จึงได้ส่งตัวแทนไปน้ำขี้เถ้าและควันธูป (จุดธูปต่อเนื่องกันมา) ที่มณฑลกังไส ประเทศจีนนำมาบูชาที่ศาลเจ้ากะทู้เป็นแห่งแรก มีการเซ่นไหว้บวงสรวงดวงวิญญาณของบรรพชนและเซียน อันประกอบด้วยนักรบต่าง ๆ มีการทรงเจ้าองค์ต่าง ๆ ซึ่งแต่ละองค์ก็มีอภินิหารต่าง ๆ กัน ประเพณีกินผัก จึงเป็นประเพณีซึ่งมีการผสมผสานความเชื่อของชาวจีนในลัทธิต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เช่น ลัทธิเต๋า ลัทธิขงจื้อ การนับถือเทพเจ้าบนพื้นดินบนสวรรค์ พระอิศวรผู้ยิ่งใหญ่ในจักรวาล และพุทธศาสนามหายาน
ประเพณีกินผักมีจุดมุ่งหมายเพื่อชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ผู้ร่วมพิธีจะสวมชุดขาว งดการบริโภคเนื้อสัตว์ เพื่อความเป็นสวัสดิมงคลแก่ตนเองและครอบครัว
การประกอบพิธีกรรมในประเพณีกินผัก ทั้งที่ศาลเจ้าและที่บ้าน ผู้ที่จะกินผักที่บ้านของตนเองนั้น จะเริ่มต้นด้วยการทำความสะอาดอุปกรณ์เครื่องใช้ที่จะใช้ประกอบอาหารจนหมดกลิ่นคาว หรือใช้ภาชนะชุดใหม่ในการประกอบอาหารเพื่อความสะอาดบริสุทธิ์ หรือที่เรียกว่า “เช้ง” ส่วนผู้ที่ประกอบพิธีจะไปรับประทานอาหารที่โรงครัวของศาลเจ้า การกินผักจะมี 9 วัน แต่ผู้ที่ร่วมกินผักนั้นอาจจะสมัครใจกิน 3 วัน 5 วัน หรือทั้ง 9 วัน ก็ได้ ผู้ที่จะกินผักจะต้องตามไปเคารพสักการะเทพเจ้าที่ศาลเจ้า (อ๊าม)
พิธีกินผักที่ศาลเจ้าจะเริ่มต้นด้วยการยก เสาโกเต้ง (เป็นเสาธงสูงปลายเสาเป็นไม้ไผ่แขวนตะเกียงน้ำมัน 9 ดวง) อันหมายถึงดวงวิญญาณของกิวอ๋องไต่เต่ คำว่า กิวอ๋องไต่เต่ หมายถึง เทพเจ้า 9 องค์ ในช่วง 9 วันนี้ จะมีพิธีย่อย ๆ หลายอย่าง เช่น
พิธีบูชาเจ้า มีการบูชาด้วยเครื่องเซ่น ทั้งที่ศาลเจ้าและที่บ้านของผู้ที่กินผักทำในวันแรกของพิธี
พิธีโขกุ้น เป็นการเลี้ยงทหาร จะทำในวันขึ้น 3 ค่ำ 6 ค่ำ 9 ค่ำ หลังเที่ยงมีการเตรียมอาหาร เหล้า สำหรับเซ่นสังเวยทหารปละม้าศึก
พิธีซ้องเก็ง เป็นการสวดมนต์ จะสวดวันละ 2 ครั้ง ในตอนเช้าและตอนค่ำ
พิธีบูชาดาว จะทำในคืนวันขึ้น 7 ค่ำ มีการแจกฮู้ (กระดาษยันต์สีเหลือง) เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้กินผัก
พิธีแห่พระ พระจะออกเดินไปตามท้องถนนเพื่อโปรดสัตว์ มีเกี่ยว (เก่ว) หามพระบูชาต่าง ๆ ไปตามถนน ในขณะที่ขบวนผ่านชาวบ้านจะตั้งโต๊ะบูชา และจุดประทัดต้อนรับขบวนที่ผ่านมา พิธีลุยไฟ (โก๊ยโห้ย) เป็นการแสดงความศักดิ์สิทธิ์ของพระ ที่สามารถบังคับไฟไม่ให้ร้อน และถือว่าเป็นไฟที่ชำระความสกปรกของร่างกายให้บริสุทธิ์ได้
พิธีโก๊ยห่าน จะกระทำหลังพิธีลุยไฟ ผู้เข้าร่วมพิธีจะต้องเตรียมสิ่งของต่อไปนี้ คือ กระดาษตัดเป็นรูปตนเองเขียนชื่อกำกับเอาไว้ ผักกุ๊ยฉ่าย 1 ต้น และเงิน ผู้เข้าร่วมพิธีสะเดาะเคราะห์จะต้องนำของเหล่านี้ผ่านผู้เข้าทรง ซึ่งยืนอยู่สองข้างทางเดิน เอาสิ่งของมอบให้ผู้เข้าทรง ผู้เข้าทรงจะประทับตราสีแดงด้านหลังเสื้อที่สวม ซึ่งเรียกว่า “ต๊ะอิ่น”
พิธีส่งพระ กระทำในวันสุดท้ายของการกินผัก โดยตอนกลางวันจะมีการส่งเทวดาหรือเง็กเซียนฮ่องเต้ ซึ่งจะส่งกันที่หน้าเสาธง ส่วนกลางคืนจะส่งพระกิวอ๋องฮุดโจ้วกลับไปสู่สวรรค์ โดยส่งกลับทางทะเล เมื่อขบวนส่งพระออกพ้นประตู ตะเกียงที่แขวนอยู่บนเสาโกเต้งจะถูกลดลง และทหารที่เรียกมาก็จะถูกส่งกลับ เป็นอันเสร็จพิธี
การกินผักในภูเก็ต จะคับคั่งไปด้วยผู้คนที่มาร่วมพิธีนี้ ทุกศาลเจ้าจะมีการประกอบอาหารแจกจ่ายราษฎรทุกวัน การได้กินข้าวในศาลเจ้า ถือว่าเป็นเสมือนยาที่จะรักษาโรคผู้เจ็บป่วยได้
![]() |
| ประเพณีกินผัก |
ประเพณีกินเจ ซึ่งชาวภูเก็ตเรียกว่า “งานกินผัก” หรือ “เจี๊ยะฉ่าย” จัดขึ้นระหว่างวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 ถึงวันขึ้น 9 ค่ำเดือน 9 ของจีน ซึ่งตรงกับเดือน 10 ของไทย ประเพณีกินผัก เป็นประเพณีดั้งเดิมของชาวภูเก็ต ซึ่งได้รับอิทธิพลจากจีน เริ่มมีการจัดขึ้นครั้งแรกที่อำเภอกะทู้ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีชาวจีนเข้ามาทำเหมืองแร่อยู่เป็นจำนวนมาก
ประเพณีกินผักนี้ สืบเนื่องมาจากชาวจีนในภูเก็ต ต้องการที่จะดำรงประเพณีดั้งเดิมของตนไว้ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บและอันตรายต่าง ๆ จึงได้ส่งตัวแทนไปน้ำขี้เถ้าและควันธูป (จุดธูปต่อเนื่องกันมา) ที่มณฑลกังไส ประเทศจีนนำมาบูชาที่ศาลเจ้ากะทู้เป็นแห่งแรก มีการเซ่นไหว้บวงสรวงดวงวิญญาณของบรรพชนและเซียน อันประกอบด้วยนักรบต่าง ๆ มีการทรงเจ้าองค์ต่าง ๆ ซึ่งแต่ละองค์ก็มีอภินิหารต่าง ๆ กัน ประเพณีกินผัก จึงเป็นประเพณีซึ่งมีการผสมผสานความเชื่อของชาวจีนในลัทธิต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เช่น ลัทธิเต๋า ลัทธิขงจื้อ การนับถือเทพเจ้าบนพื้นดินบนสวรรค์ พระอิศวรผู้ยิ่งใหญ่ในจักรวาล และพุทธศาสนามหายาน
ประเพณีกินผักมีจุดมุ่งหมายเพื่อชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ผู้ร่วมพิธีจะสวมชุดขาว งดการบริโภคเนื้อสัตว์ เพื่อความเป็นสวัสดิมงคลแก่ตนเองและครอบครัว
การประกอบพิธีกรรมในประเพณีกินผัก ทั้งที่ศาลเจ้าและที่บ้าน ผู้ที่จะกินผักที่บ้านของตนเองนั้น จะเริ่มต้นด้วยการทำความสะอาดอุปกรณ์เครื่องใช้ที่จะใช้ประกอบอาหารจนหมดกลิ่นคาว หรือใช้ภาชนะชุดใหม่ในการประกอบอาหารเพื่อความสะอาดบริสุทธิ์ หรือที่เรียกว่า “เช้ง” ส่วนผู้ที่ประกอบพิธีจะไปรับประทานอาหารที่โรงครัวของศาลเจ้า การกินผักจะมี 9 วัน แต่ผู้ที่ร่วมกินผักนั้นอาจจะสมัครใจกิน 3 วัน 5 วัน หรือทั้ง 9 วัน ก็ได้ ผู้ที่จะกินผักจะต้องตามไปเคารพสักการะเทพเจ้าที่ศาลเจ้า (อ๊าม)
พิธีกินผักที่ศาลเจ้าจะเริ่มต้นด้วยการยก เสาโกเต้ง (เป็นเสาธงสูงปลายเสาเป็นไม้ไผ่แขวนตะเกียงน้ำมัน 9 ดวง) อันหมายถึงดวงวิญญาณของกิวอ๋องไต่เต่ คำว่า กิวอ๋องไต่เต่ หมายถึง เทพเจ้า 9 องค์ ในช่วง 9 วันนี้ จะมีพิธีย่อย ๆ หลายอย่าง เช่น
พิธีบูชาเจ้า มีการบูชาด้วยเครื่องเซ่น ทั้งที่ศาลเจ้าและที่บ้านของผู้ที่กินผักทำในวันแรกของพิธี
พิธีโขกุ้น เป็นการเลี้ยงทหาร จะทำในวันขึ้น 3 ค่ำ 6 ค่ำ 9 ค่ำ หลังเที่ยงมีการเตรียมอาหาร เหล้า สำหรับเซ่นสังเวยทหารปละม้าศึก
พิธีซ้องเก็ง เป็นการสวดมนต์ จะสวดวันละ 2 ครั้ง ในตอนเช้าและตอนค่ำ
พิธีบูชาดาว จะทำในคืนวันขึ้น 7 ค่ำ มีการแจกฮู้ (กระดาษยันต์สีเหลือง) เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้กินผัก
พิธีแห่พระ พระจะออกเดินไปตามท้องถนนเพื่อโปรดสัตว์ มีเกี่ยว (เก่ว) หามพระบูชาต่าง ๆ ไปตามถนน ในขณะที่ขบวนผ่านชาวบ้านจะตั้งโต๊ะบูชา และจุดประทัดต้อนรับขบวนที่ผ่านมา พิธีลุยไฟ (โก๊ยโห้ย) เป็นการแสดงความศักดิ์สิทธิ์ของพระ ที่สามารถบังคับไฟไม่ให้ร้อน และถือว่าเป็นไฟที่ชำระความสกปรกของร่างกายให้บริสุทธิ์ได้
พิธีโก๊ยห่าน จะกระทำหลังพิธีลุยไฟ ผู้เข้าร่วมพิธีจะต้องเตรียมสิ่งของต่อไปนี้ คือ กระดาษตัดเป็นรูปตนเองเขียนชื่อกำกับเอาไว้ ผักกุ๊ยฉ่าย 1 ต้น และเงิน ผู้เข้าร่วมพิธีสะเดาะเคราะห์จะต้องนำของเหล่านี้ผ่านผู้เข้าทรง ซึ่งยืนอยู่สองข้างทางเดิน เอาสิ่งของมอบให้ผู้เข้าทรง ผู้เข้าทรงจะประทับตราสีแดงด้านหลังเสื้อที่สวม ซึ่งเรียกว่า “ต๊ะอิ่น”
พิธีส่งพระ กระทำในวันสุดท้ายของการกินผัก โดยตอนกลางวันจะมีการส่งเทวดาหรือเง็กเซียนฮ่องเต้ ซึ่งจะส่งกันที่หน้าเสาธง ส่วนกลางคืนจะส่งพระกิวอ๋องฮุดโจ้วกลับไปสู่สวรรค์ โดยส่งกลับทางทะเล เมื่อขบวนส่งพระออกพ้นประตู ตะเกียงที่แขวนอยู่บนเสาโกเต้งจะถูกลดลง และทหารที่เรียกมาก็จะถูกส่งกลับ เป็นอันเสร็จพิธี
การกินผักในภูเก็ต จะคับคั่งไปด้วยผู้คนที่มาร่วมพิธีนี้ ทุกศาลเจ้าจะมีการประกอบอาหารแจกจ่ายราษฎรทุกวัน การได้กินข้าวในศาลเจ้า ถือว่าเป็นเสมือนยาที่จะรักษาโรคผู้เจ็บป่วยได้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




