แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โบราณสถานในภูเก็ต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โบราณสถานในภูเก็ต แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว

พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว

พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว
พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว

ในยุคทองการทำเหมืองแร่ดีบุก ชาวจีนเข้ามาทำเหมืองแร่เป็นจำนวนมาก ลูกหลานชาวจีนไม่มีสถานที่เรียนภาษาจีน ชาวจีนจากปีนังจึงได้เปิดสอนภาษาจีนขึ้นในปี พ.ศ. 2453 เป็นการเรียนแบบท่องจำ (ซือซก) ต่อมา พลโทพระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร (ม.ร.ว.สิทธิ สุทัศน์) ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ตต่อจากพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ ได้ทำหนังสือถึงเสนาบดีกระทรวงธรรมการ ยืนยันในการขอรับอุปการะโรงเรียนจีนโดยเปิดเรียนที่ตำบลตลาดใหญ่ก่อน กระทรวงธรรมการอนุญาตให้เปิดโรงเรียนสอนภาษาจีนได้ใช้ชื่อว่า “โรงเรียนภูเก็ตฮั่วบุ๋น”

นับเป็นโรงเรียนจีนแห่งแรกในมณฑลภูเก็ต โรงเรียนได้พัฒนาอาคารเรียนให้เหมาะสมกับจำนวนลูกหลานคนจีนที่เพิ่มมากขึ้น โดยการสนับสนุนของคหบดีในยุคนั้น คือ นายตันเคกิ๋ว (ตระกูลตันติวิท) นายหงอฮั่นก๋วน (ตระกูลอุปัติศฤงค์) นายตันเองกี้ (ตระกูลอุดมทรัพย์) และผู้ที่จิตศรัทธาอีก 45 ท่าน สละเงินสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก รูปแบบสถาปัตยกรรมชิโนโปตุกีส อาคาหลังนี้ได้เปิดใช้เป็นอาคารเรียนเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2477

ต่อมาโรงเรียนถูกปิด และเพิกถอนใบอนุญาต ด้วยเหตุผลทางการเมืองในสมัยนั้นถึง 2 ครั้ง คือในปี พ.ศ.2484 และ พ.ศ.2490 ต่อมาในปี พ.ศ. 2491 ชาวจีนในจังหวัดภูเก็ตได้รวบรวมเงินและบุคลากรทางการศึกษา เปิดโรงเรียนอีกครั้งหนึ่งใช้ชื่อว่า “โรงเรียนภูเก็ตไทยหัว” กิจการของโรงเรียนเจริญก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ จนสถานที่เรียนคับแคบ คณะกรรมการโรงเรียนจึงได้รวมกันจัดตั้ง โรงเรียนประศาสตร์วิทยา ขึ้น เปิดสอนในระดับมัธยมต้น รองรับนักเรียนประถมปีที่ 4 จากโรงเรียนภูเก็ตไทยหัว โรงเรียนดำเนินการมาจนถึงปี พ.ศ. 2507 โรงเรียนประศาสน์วิทยาจึงได้ย้ายโรงเรียนมาตั้งที่บริเวณถนนวิชิตสงคราม ต่อมา ในปี พ.ศ. 2538 โรงเรียนภูเก็ตไทยหัว ได้ย้ายสถานที่เรียนมาอยู่ในบริเวณเดียวกันกับโรงเรียนประศาสน์วิทยา และในปี พ.ศ.2542 ได้รวม 2 โรงเรียนเข้าด้วยกันเป็น โรงเรียนภูเก็ตไทยหัว (ประศาสน์วิทยา) ดังนั้นบทบาทของอาคารโรงเรียนภูเก็ตไทยหัวถนนกระบี่หลังนี้ ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2477 ก็สิ้นสุดลง ต่อมาได้เปลี่ยนมาเป็น พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2548

กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียน “พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว” เป็นโบราณสถานแห่งชาติ แห่งที่ 5 ของจังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2545

ศาลจังหวัดภูเก็ต

ศาลจังหวัดภูเก็ต

ศาลจังหวัดภูเก็ต
ศาลจังหวัดภูเก็ต

ศาลจังหวัดภูเก็ต ตั้งอยู่เยื้องกับศาลากลางจังหวัดภูเก็ตไปทางด้านหลังบริเวณเชิงเขาโต๊ะแซะ จะเห็นรูปทรงอาคารที่ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมยุโรป เด่นเป็นสง่าอีกหลังหนึ่งนั่น คือ ศาลจังหวัดภูเก็ต แต่เดิมชื่อ ศาลมณฑลเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต (พ.ศ.2456-2463) พื้นอาคารศาลปูด้วยไม้กระดาน สูงกว่าพื้นดิน 6 ขั้นบันได คือ ประมาณ 1 เมตร บันไดประดับด้วยแผ่นปูนลายดอกไม้สีชมพูอมม่วง เสาโตกว่าเสาศาลากลางจังหวัดภูเก็ตหลายเท่า เป็นเสาปูนสี่เหลี่ยม หัวเสาเป็นแบบ “ดอริก” ระหว่างเสาต่อเสามีปูนเชื่อมต่อกัน เป็นลักษณะโค้งแบบอาร์คึ เหมือนกับเสาท่อลำเลียงน้ำของชาวโรมัน ที่เมืองเซโกเวีย ประเทศสเปน ลักษณะรูปโค้งนั้น ชาวโรมันดัดแปลงมาจาก พวกอีทรัสคันซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงโรม

กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียน “ศาลจังหวัดภูเก็ต” เป็นโบราณสถานแห่งชาติแห่งที่ 2 ของจังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2520

ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต

ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต

ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต
ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต

ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต เป็นแบบสิ่งก่อสร้างที่ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมยุโรป ชาวอิตาเลี่ยนเป็นผู้สร้าง ได้สร้างแตกต่างไปจากศาลากลางจังหวัดอื่นๆ อาคารลักษณะนี้มีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ศาลากลางจังหวัดภูเก็ตสร้างขึ้นในสมัย พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) เป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต ระหว่าง พ.ศ. 2450-2456 พระยารัษฎานุประดิษฐฯ ได้เชิญบริษัทฝรั่งมาขุดแร่ในเขตประทานบัตรแปลงข้างหน้าที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขจังหวัดภูเก็ต บริเวณถนนหลวงพ่อวัดฉลอง ถนนพังงา ถนนสุรินทร์ และถนนสุทัศน์ในปัจจุบัน พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ ได้ให้บริษัทฝรั่งสร้างศาลากลาง เป็นการแลกเปลี่ยนกับประทานบัตรการขุดแร่ดีบุก บริษัทฝรั่งนั้นก็ให้ชาวอิตาเลี่ยนมาทำการก่อสร้าง

ศาลากลางจังหวัดภูเก็ตตั้งอยู่บนเชิงเขาโต๊ะแซะ อาณาบริเวณด้านหน้าติดกับถนนนริศร ด้านซ้ายติดกับถนนสุรินทร์ ด้านหลังติดกับถนนดำรง พื้นที่อาคารชั้นล่างสูงกว่าพื้นดิน 5 ขั้นบันได เป็นอาคาร 2 ชั้น อาคารที่สร้างขึ้นรุ่นใกล้เคียงกับศาลากลาง มักจะมีเสาใหญ่ขนาดตั้งแต่ 60 x 60 ซม.ขึ้นไป แต่เสาศาลากลางจังหวัดภูเก็ต เป็นเสาปูนเสริมเหล็กที่มีขนาดเล็กเพียง 15 x 20 ซม. ด้านบนของเสาตกแต่งด้วยไม้สักฉลุเป็นลวดลาย ตรงช่องลมมีลวดลายสองประเภท ฉลุบนไม้สักสองขนาด ลวดลายบนไม้คล้ายดอกทิวลิปเหนือขึ้นไปเป็นไม้สักขนาดใหญ่ ฉลุลวดลายเป็นรูปดอกไม้ที่อยู่ในแจกัน

ในวโรกาสฉลองพระมหานครครบ 200 ปี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชทานเกียรติบัตรแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ในการที่ได้อนุรักษ์ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต โดยการคัดเลือกของสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2525

กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียน “ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต” เป็นโบราณสถานแห่งชาติ แห่งที่ 1 ของจังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2520

วัดพระนางสร้าง

วัดพระนางสร้าง

วัดพระนางสร้าง
วัดพระนางสร้าง

วัดพระนางสร้าง เป็นวัดประจำเมืองถลางที่เก่าแก่ที่สุดวัดหนึ่ง ชาวบ้านเรียกวัดนี้ว่า วัดนางสร้าง ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลตำบลเทพกระษัตรี หมู่ที่ 1 ถนนเทพกระษัตรี อำเภอถลาง หลังวัดพระนางสร้างเคยเป็นฐานตั้งรับข้าศึกเมื่อครั้งรบกับพม่าใน ปี พ.ศ. 2328

วัดพระนางสร้างเป็นวัดที่มีลายแทงยาวที่สุด มีความว่า อาถรรพณ์ฤาพบได้ ฤาต้องปิด ฤาต้องบัง ฤาบอก

ฤาเล่ามิได้ ฤานำ ฤารู้ ฤาอุบ

ฤาได้ ฤาบุญตัว ฤาเปิด ฤานำ

ฤาบอก ฤาได้ ฤาบาปแล

พิกุลสองสารภีดีสมอแดง

จำปาจำปีตะแคง มะขามหนึ่ง

กระท้อนหน้า ราชารอบ ขอบระฆัง

ดังเจดีย์ มีศาลารอบ ด้วยเข็มหนึ่ง

ไม้เลือดหลังสุด ลูกมุด ลูกม่วง

ชมพู่ดูโบสถ์ ฤาเปิดได้ ดั่งลายแทงแลฯ

เส้นแสงลายแทงหนึ่ง นางสร้าง

ฤาเปิด ฤาดู ฤาชม ฤากราบไหว้บูชา

ฤาได้บุญกุศลแล ฤาดีได้เจ้าเมืองเปิดแลฯ

ฤาของแท้แน่ไซร้ ฤาได้หญิงลือหญิงแลฯ

เส้นแสงลายแทงสาม ฤาอย่าข้ามใจฤา เจ้าเมืองฤา

ฤาพิษฐาน ฤารูปงาม ฤาใจงาม ฤาทรัพย์สิน

ฤาลาภ ฤายศ ฤาขอได้ลูกหลานหลิน

ฤาขอได้ดั่งประสงค์ฤา ฤาถือได้ปฏิบัติแน่ไซร้

ฤาธิษฐานได้ ฤาดั่งลายแทงแลฯ

ลายแทงนี้ พบในอุโบสถวัดพระนางสร้าง เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2526 นายมานิต วัลยะเพ็ชร์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดกรุพระในอุโบสถ์วัดพระนางสร้างตามลายแทงข้างต้นพบพระพุทธรูปดีบุก บรรจุอยู่ในพระอุทรขององค์พระสารีบุตร ถัดไปอีกวันที่ 1 มีนาคม 2526 นายอรัญ จินดาพล สมาชิกสภาจังหวัดภูเก็ต ก็พบพระพุทธรูปดีบุกอีกในพระอุทรพระโมคคัลลานะ ทั้ง 2 องค์มีเฉพาะพระพักตร์ขนาดกว้าง 27 ซม. ยาวตั้งแต่บนสุดของพระเศียรถึงพระอังสา 40 ซม. สันพระนาสิกสูงจากริมพระโอษฐ์ 1.5 ซม. หางเบ้าพระเนตรซ้ายขวาห่างกัน 16 ซม. ริมพระโอษฐ์ซ้ายขวาห่างกัน 9 ซม.

พระครูสุนทรสมณกิจ อดีตเจ้าอาวาสวัดพระนางสร้าง มอบหมายให้นายสมหมาย ปิ่นพุทธศิลป์ ตรวจสอบองค์พระพุทธประธานในอุโบสถวัดพระนางสร้าง จึงพระพักตร์พระพุทธรูปดีบุกเพิ่มอีก ซ่อนอยู่ในพระอุระองค์พระพุทธเจ้า เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2526 จึงได้เรียกพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ว่า พระพุทธสามกษัตริย์ (ชาวบ้านเรียกว่า พระในพุง)

พระพักตร์พระพุทธรูปที่พบครั้งหลังนี้มีขนาดใหญ่กว่าที่พบครั้งก่อน คือ ส่วนกว้างตั้งแต่พระกรรณซ้ายขวาห่างกัน 28 ซม. จากยอดของพระเศียรลงไปถึงพระศอ 40 ซม. หางพระเนตรซ้ายขวาห่างกัน 24 ซม. ริมพระโอษฐ์ซ้ายขวาห่างกัน 11 ซม. ปลายสันพระนาสิกสูง 5 ซม. เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรได้ให้ความเห็นในเบื้องต้นว่า พระพุทธสามกษัตริย์นี้สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา จึงเป็นพระพุทธรูปที่มีอายุ 250 ปี มาแล้ว แต่นายประสิทธิ ชิณการณ์ ประธาน “กลุ่มผู้สนใจประวัติศาสตร์เมืองภูเก็จ” ในขณะนั้นได้ให้ทัศนะไว้ว่า น่าจะเก่าแก่ถึงสมัยศรีวิชัย ทั้งนี้เพราะวัดพระนางสร้างมีตำนานพระนางเลือดขาวเป็นผู้สร้างวัด ตามที่นายบรรเจิด ประทีป ณ ถลาง อาจารย์ใหญ่โรงเรียนบ้านพรุจำปา ได้ศึกษาค้นคว้าจัดพิมพ์เผยแพร่ไว้ในเอกสารประวัติวัดพระนางสร้าง แม้นับย้อนหลังกลับไปเพียงปลายกรุงศรีอยุธยา พระพุทธรูปสามกษัตริย์ก็จัดเป็นพระพุทธรูปที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในภูเก็ต ด้วยเหตุที่ชาวพุทธทั่วโลกนิยมสร้างพระพุทธรูปด้วยวัสดุที่มิใช่ดีบุก พระพุทธสามกษัตริย์แห่งวัดพระนางสร้างจึงเป็นพระพุทธรูปดีบุกที่ใหญ่ที่สุด

กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียน บริเวณอุโบสถ หอระฆัง และเจดีย์ มีเนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 6 ตารางวา ในบริเวณวัดพระนางสร้าง เป็นโบราณสถานแห่งชาติ แห่งที่ 3 ของจังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2527

บ้านพระยาวิชิตสงคราม (ทัต)

บ้านพระยาวิชิตสงคราม (ทัต)

บ้านพระยาวิชิตสงคราม (ทัต)
บ้านพระยาวิชิตสงคราม (ทัต)

“กลุ่มผู้สนใจประวัติศาสตร์เมืองภูเก็จ” ได้ค้นคว้าหาหลักฐานพบว่า กองอิฐหักบริเวณตรงข้ามโรงเรียนวัดท่าเรือนั้น เป็นศาลาว่าการเมืองภูเก็ต และบ้านของพระยาวิชิตสงคราม (ทัต) สร้างขึ้นเมื่อครั้งเกิดศึกวุ่นจีน (ศึกอั้งยี่) ปี พ.ศ.2419 ในที่ดินมรดกของเจ๊ะมะ (เจิม) ผู้เป็นเจ้าเมืองถลางท่าเรือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จทอดพระเนตรเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2452 และทรงบันทึกเล่าไว้ ว่า

ขากลับแวะทอดพระเนตรบ้านท่านพระยาวิชิตสงคราม จางวางเมืองภูเก็ต ที่ตำบลท่าเรือ บ้านนี้ท่านพระยาวิชิตไปสร้างขึ้นเมื่อครั้งจีนกระทำการตั้วเหี่ยขึ้นที่เมืองภูเก็จ ท่านพระยาวิชิตเห็นว่า จะอยู่ในเมืองภูเก็จใกล้ภัยอันตรายนัก จึงไปสร้างบ้านขึ้นที่ท่าเรือ สำหรับเป็นที่เลี่ยงไปอยู่ มีกำแพงแข็งแรงราวกับกำแพงเมือง มีใบเสมาตัดสี่เหลี่ยม มีป้อมวางเป็นระยะๆ รอบ เตรียมรบเจ๊กอย่างแข็งแรง ภายในได้ก่อตึกรามขึ้นไว้ภายหลัง แต่ปรักหักพังเสียเกือบหมดแล้ว ยังเหลือพอเป็นรูปอยู่แต่ทิมแถวที่สำหรับพวกหญิงละครอยู่ มีสระสำหรับแม่ละครลงเล่นน้ำ

ในเนื้อหาในป้ายบันทึกประวัติศาสตร์มีว่า

บ้านเจ้าเมืองภูเก็จ พระยาวิชิตสงคราม พระยาถลาง (เจิม) รัตนดิลก ณ ภูเก็ต เป็นเจ้าเมืองอยู่ที่นี่ประมาณ พ.ศ. 2352 – 2380 บุตรชายชื่อแก้วไปเป็นพระภูเก็จโลหเกษตรารักษ์ ณ บ้านกะทู้ บุตรชายพระภูเก็จ (แก้ว) ชื่อ ทัต ไปเป็นพระยาวิชิตสงคราม เจ้าเมืองภูเก็จ ณ บ้านทุ่งคา เมื่อเกิดวุ่นจีน พ.ศ. 2419 จึงย้ายมาสร้างบ้านในที่ดินของปู่ ณ บริเวณบ้านท่าเรือ ซึ่งเคยเป็นท่าเรือสำคัญของเมืองถลาง เรือสำเภาสามหลักเข้าเทียบได้ รัชกาลที่ 6 เสด็จมาเมื่อ 27 เมษายน 2452 (ร.ศ.128)

ทรงบันทึกไว้ว่า “มีกำแพงแข็งแรงราวกำแพงเมือง มีใบเสมาตัดสี่เหลี่ยม มีป้อนวางเป็นระยะ........ ตึกรามหลายหลัง ......... มีสระสำหรับแม่วางละครลงเล่นน้ำ”
พระยาวิชิตสงคราม (ทัต)
พระยาวิชิตสงคราม (ทัต)

จังหวัดภูเก็ตได้เห็นความสำคัญของบ้านพระยาวิชิตสงคราม จึงได้จัดตั้งคณะกรรมการจัดการดูแลบริเวณบ้านพระยาวิชิตสงครามซึ่งมีเนื้อที่ 10 ไร่ 1 งาน 80 ตารางวา ให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและรวบรวมวัตถุโบราณทางประวัติศาสตร์ ขณะนี้ได้มีการปรับปรุงซ่อมแซมอาคาร และปลูกสร้างอาคารเพิ่มเติมขึ้นหลายหลัง ผู้สนใจสามารถเข้าไปศึกษาและเยี่ยมชมได้ กองโบราณคดี กรมศิลปากร ได้ทำการตรวจสอบที่ดินบ้านพระยาวิชิตสงครามอย่างจริงจัง และเห็นว่าสถานที่นี้มีความสำคัญต่อแผ่นดิน

องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ตได้สนับสนุนทุนในการสร้างป้ายบอกสถานที่ และความเป็นมาของสถานที่นี้ การบูรณะซ่อมแซมได้จัดทำขึ้นเนื่องในโอกาสฉลอง 200 ปี วีรสตรีเมืองถลาง ซึ่งเป็นผลให้จังหวัดภูเก็ต ได้รับคัดเลือกให้เป็นจังหวัดดีเด่นในการอนุรักษ์มรดกไทย ประจำปี พ.ศ. 2533

กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียน “บ้านพระยาวิชิตสงคราม” เป็นโบราณสถานแห่งชาติแห่งที่ 4 ของจังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ.2528

เมืองถลางบ้านดอน

เมืองถลางบ้านดอน

เมืองถลางบ้านดอน
เมืองถลางบ้านดอน

เมืองถลางบ้านดอน ตั้งอยู่ที่บ้านดอน ตำบลเทพกระษัตรี อำเภอถลาง พงศาวดารเมืองถลางได้ระบุว่า เจ้าเมืองถลางบ้านดอน คือ จอมเฒ่าบ้านดอน ซึ่งเป็นพี่ชายจอมร้างบ้านตะเคียน มีศักดิ์เป็นลุงของท้าวเทพกระษัตรี (จัน) และท้าวศรีสุนทร (มุก) จอมเฒ่าบ้านดอนเป็นเจ้าเมืองถลางบ้านดอนในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ สมัยอยุธยาตอนปลาย เมื่อจอมเฒ่าบ้านดอนถึงแก่อนิจกรรม เมืองถลางถึงย้ายไปอยู่ที่บ้านตะเคียน

จากการสำรวจเมืองถลางบ้านดอนโดย นายสมหมาย ปิ่นพุทธศิลป์ อดีตประธานศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต กับคณะ “กลุ่มผู้สนใจประวัติศาสตร์เมืองภูเก็จ” เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2524 พบว่า มีแนวกำแพงอิฐสี่ด้าน ปัจจุบันสถานที่นี้ได้จัดทำแผ่นป้ายเนื่องในโอกาสฉลอง 200 ปี วีรสตรีเมืองถลาง มีข้อความภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ว่า

จอมเฒ่าบ้านดอน พี่ชายจอมร้างบ้านตะเคียน (บิดาของท้าวเทพกระษัตรีและท้าวศรีสุนทร) เป็นเจ้าเมืองถลางบ้านดอน สมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระยาถลางคิน (คิน จันทโรจวงศ์) เป็นเจ้าเมืองนี้ตั้งแต่ พ.ศ.(2405-2412)

ภาพในป้ายเป็นภาพปูนปั้นนูนต่ำ รูปภาพพระภิกษุกำลังบิณฑบาต แสดงให้เห็นถึงความสงบสุข ชาวบ้านดอนกำลังช่วยกันถลุงแร่ดีบุก การร่อนแร่ด้วยเลียง ด้านหลังการร่อนแร่ เป็นชาวนาสวมหมวกใบเตยหกเหลี่ยม ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของชาวนาในจังหวัดภูเก็ต

เมืองถลางบางโรง

เมืองถลางบางโรง

เมืองถลางบางโรง
เมืองถลางบางโรง

เมืองถลางบางโรงตั้งอยู่ที่บ้านบางโรง หมู่ที่ 3 ตำบลป่าคลอก อำเภอถลาง จากการสำรวจของนายสมหมาย ปิ่นพุทธศิลป์ และคณะ “กลุ่มผู้สนใจประวัติศาสตร์เมืองภูเก็จ” ได้ทำการสำรวจเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ.2524 สิ่งที่พบคือ แร่แทนทาไลท์ บริเวณท่าเรือ ซากตึกปูนปนหินปะการัง สระน้ำพระยาถลาง (คิน) แนวกำแพงเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แนวกำแพงทิศเหนือและทิศใต้ยาวประมาณ 120 เมตร แนวกำแพงส่วนใหญ่ถูกทำลาย

เจ้าของที่ดินในปัจจุบันบริเวณนั้น คือ นายดลเล๊าะ ท่อทิพย์ พบเหรียญต่างประเทศในบริเวณกำแพง เช่น เหรียญอีสต์อินเดียคอมปานี ค.ศ.1804 ตรงกับ พ.ศ.2347 สมัยรัชกาลที่ 2 ชาวบ้านบางโรงเรียกชื่อเจ้าของที่ดินภายในกำแพงว่า “เจ้าคุณถลางคิน” ซึ่งเป็นเจ้าเมืองถลางบางโรงระหว่าง พ.ศ.2405-2422 (ตอนปลายรัชกาลที่ 4) บริเวณนี้มีท่าเรือ 3 แห่ง คือ ท่าเรือหลังกำแพง ท่าเรือท่าตลาด หรือท่าเรือต้นโด (ประดู่) และท่าเรือหลังตึก ทางด้านทิศใต้ของสระน้ำมีร่องรอยการถลุงแร่ดีบุก พบขี้ตะกรันบริเวณท่าเรือทั้ง 3 แห่ง ดังปรากฏข้อความในป้ายบันทึกประวัติศาสตร์เมืองถลางบางโรงว่า

เมืองถลางบางโรง บริเวณนี้มีกำแพงล้อมรอบ เนื้อที่กว้าง 80 เมตร ยาว 120 เมตร ทิศใต้มีสระน้ำ ทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นท่าเรือ เดิมเป็นเมืองถลางบางโรง พระยาณรงค์เรืองฤทธิ์ประสิทธิสงคราม (ทับ จันทโรจวงศ์) เป็นเจ้าเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2391-2405 พระยาถลางคิน (บุตรพระยาถลางทับ) เป็นเจ้าเมืองตั้งแต่ พ.ศ.2405-2412 และพระยาถลางเกต (น้องชายพระยาถลางคิน) เป็นเจ้าเมืองตั้งแต่ พ.ศ.2412-2433

เนื่องในโอกาส 200 ปี วีรสตรีเมืองถลาง นายดลเล๊าะ ท่อทิพย์ ได้บริจาคที่ดินในบริเวณดังกล่าว จำนวน 616 ตารางเมตร เพื่อสร้างป้ายเมืองถลางบางโรง มีภาพปูนปั้นนูนต่ำ เป็นรูปคนกำลังแบกถุงบรรจุแร่ดีบุกลงเรือใบสามหลัก มีรูปช้าง มีบ้านเรือนผู้คนและชาวนากำลังไถนา มีข้อความเป็นภาษาไทย และภาษาอังกฤษ

โบราณสถานในภูเก็ต

โบราณสถาน

โบราณสถานในภูเก็ต
โบราณสถานในภูเก็ต

จังหวัดภูเก็ตมีโบราณสถาน ที่กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติจำนวน 5 แห่ง คือ บ้านพระยาวิชิตสงคราม (ทัต) วัดพระนางสร้าง ศาลากลางจังหวัด ศาลจังหวัด และพิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทหัว นอกจากนี้ก็มีสถานที่สำคัญอื่นๆ ที่น่าศึกษา เช่น เมืองถลางบางโรง เมืองถลางบ้านดอน กำแพงวัดฉลอง บ้านท้าวเทพกระษัตรี โคกพม่า ค่ายบ้านตะเคียน คลองบางใหญ่ เป็นต้น