วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ปัญญาสิ่งแวดล้อมของจังหวัดภูเก็ต


หลังจากแร่ดีบุกในจังหวัดภูเก็ตน้อยลง จนมีปริมาณไม่เพียงพอที่ผู้ลงทุนขอสัมปทานเปิดเหมืองต่อไปได้ รัฐบาลและจังหวัดภูเก็ตพยายามที่จะพัฒนาเมืองภูเก็ตให้ยั่งยืนสืบไป และรุ่งเรืองดังเช่นสมัยที่เมืองภูเก็ตเต็มไปด้วยแร่ดีบุก ประกอบกับความโชคดีของจังหวัดภูเก็ตที่มีสิ่งทดแทน คือ ทะเล หาดทราย และแนวปะการังที่อุดมสมบูรณ์ จังหวัดภูเก็ตจึงได้วางแผนพัฒนาเมืองภูเก็ตให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2506 โดยความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมทรัพยกรธรณีวิทยา กรมโยธาธิการ กรมการบินพลเรือน สำนักผังเมือง บริษัทวิจัยธุรกิจ ในปี พ.ศ.2522 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ว่าจ้าง บริษัท Design 103 และ Pacific Consultants เป็นผู้ศึกษาโครงการ และจังหวัดภูเก็ตได้วางนโยบายสำคัญก่อนเปิดประตูสู่การท่องเที่ยว ดังนี้

1. คงไว้ซึ่งลักษณะประจำถิ่นของจังหวัดภูเก็ต

2. อนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

3. พัฒนาให้เป็นที่พักตากอากาศระดับสากล

4. พัฒนาชายหาดแต่ละแห่งให้เป็นสถานที่ตากอากาศ ที่มีลักษณะแตกต่างกันออกไป ตามลักษณะของนักท่องเที่ยว

5. พัฒนาสถานที่ตากอากาศ ที่มีลักษณะแตกต่างกันออกไปตามลักษณะของนักท่องเที่ยว

6. คงลักษณะที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของตัวเอง

7. ให้ประชาชนในท้องถิ่น ได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนาการท่องเที่ยวมากที่สุด

ประเพณีเกี่ยวกับภาษาและการพูดจา

ประเพณีเกี่ยวกับภาษาและการพูดจา

การพูดจาระหว่างเพื่อนฝูงที่สนิทรักใคร่ชอบพอกัน มักใช้คำหยาบทักทายกันโดยไม่สนใจว่าผู้ใดจะได้ยิน คนที่ไม่เข้าใจหรือคนต่างถิ่นอาจจะเข้าใจผิดว่าทะเลาะกัน การขานรับการเรียกของผู้ใหญ่ที่ใช้โดยทั่วไป คือ “โอย” “จ๋า” และคำที่ใช้แสดงการเห็นด้วยมักใช้คำว่า “เออ” หรือ “อือ” “จ๊ะ” ถ้าต้องการพูดแสดงถึงความสุภาพลดความกระด้างลงด้วยหางเสียงว่า “อ๊าว” “อื้อ” “น้า” “ต๊า” “อ่า” เป็นต้น

ภูเก็ตไม่มีประเพณีคนรับใช้ที่จะต้องย่อตัวหรือคุกเข่าต่อหน้าเจ้านาย ทุกคนจะยืนหรือนั่งในที่เสมอกันหมด คนขับรถมีสิทธิ์ร่วมโต๊ะอาหารกับนายจ้างได้ ทำให้ข้าราชการที่ได้มีโอกาสมาบริหารจังหวัดภูเก็ตในระดับผู้ปกครอง มักจะมองว่าชาวภูเก็ตเป็นคนกระด้าง

ภูเก็ตยุคปัจจุบัน กำลังพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ผู้คนต่างถิ่นต่างชาติหลั่งไหลมาเที่ยวภูเก็ต มาตั้งหลักแหล่งทำมาหากินในภูเก็ต อารยธรรมต่างๆ ย่อมหลั่งไหลเข้ามาด้วย และจะต้องกระทบกระเทือนวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ค่านิยม ของท้องถิ่นซึ่งมีอยู่เดิม อันสมควรจะนำมาศึกษา เพื่อให้เยาวชนรุ่นหลังได้เรียนรู้ถึงวิวัฒนาการของประเพณีดั้งเดิมของภูเก็ต ซึ่งจะมีส่วนปลูกฝังจิตสำนึก และค่านิยมในการที่จะรักษาวัฒนธรรมของตนมิให้ถูกทำลาย หรือถูกกลืนหายไปจนหาต้นกำเนิดไม่ได้

ประเพณีเดินเต่า

ประเพณีเดินเต่า

ประเพณีเดินเต่า
ประเพณีเดินเต่า

เป็นประเพณีดั้งเดิมของชาวภูเก็ต นายสมชาย สกุลทับ ได้อธิบายว่า เดินเต่า คือการเดินหาไข่ที่ขึ้นมาวางไข่บนหาดทราย นิยมกันในบริเวณที่มีเต่าขึ้นมาวางไข่ คือ บริเวณริมหาดชายฝั่งทะเลอันดามัน ได้แก่ ทางตะวันตกของเกาะภูเก็ต ทางฝั่งทะเลตะวันตกของอำเภอท้ายเหมือง และอำเภอตะกั่วป่า จังหวัด ประเพณีเดินเต่ามีมานานแล้ว โดยสมัยดั้งเดิมนั้นชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงกับชายหาดต่างๆ นิยมคดห่อ (ห่อข้าว) ไปกินกันที่ชายทะเลในตอนบ่ายๆ และจะอยู่กันจนรุ่งเช้า จุดไฟผิงกันหนาวแล้วก็ถือโอกาสเดินหาไข่เต่า ซึ่งเป็นสิ่งที่หายาก และเป็นอาหารที่โอชะ การเดินเต่านั้นเดินกันได้เฉพาะฤดูเต่าวางไข่เท่านั้น คือ ประมาณเดือน 11 แรม 1 ค่ำ รายปลายเดือนตุลาคม หรือต้นเดือนพฤศจิกายน ไปจนถึงเดือน 11 แรม 1 ค่ำ ราวปลายเดือนตุลาคม หรือต้นเดือนพฤศจิกายน ไปจนถึงเดือน 4 หรือต้นเดือนกุมภาพันธ์ การเดินเต่าในสมัยดั้งเดิม สามารถเก็บไข่เต่ากันได้ทุกคน แต่สมัยหลังๆ รัฐบาลเก็บภาษี โดยให้มีสัมปทานเป็นหาดๆ ไป การเดินเต่าเพื่อเก็บไข่เต่าจึงเป็นสิทธิของผู้รับสัมปทานตามกฎหมาย คนอื่นๆ ไม่มีสิทธิที่จะเก็บได้ เพียงเดินเต่าเพื่อความสนุกสนาน เพื่อดูเต่าทะเลขึ้นมาวางไข่เท่านั้น

ในช่วงเวลาของการเดินเต่า จะมีผู้คนคึกคักตามชายหาด เพื่อรอดูเต่าวางไข่ เต่าจะมีลักษณะพิเศษประจำ คือ ตัวใดที่เคยมาวางไข่บริเวณใด ก็จะมาประจำบริเวณนั้นและคืนนั้นทุกปี เนื่องจากปัจจุบัน มีการขยายตัวของการท่องเที่ยวเกิดขึ้นทุกชายหาดของภูเก็ต ประกอบกับจำนวนเต่าทะเลลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่ค่อยมีเต่าขึ้นมาวางไข่ตามชายหาดเลย ประเพณีการเดินเต่าจึงเปลี่ยนไปเป็นการตั้งแคมป์พักแรมตามชายหาด เป็นกิจกรรมเพื่อความสนุกสนาน ซึ่งไม่ใช่การเดินเต่าตามความหมายที่แท้จริงดังในอดีต

ประเพณีการปล่อยเต่าสู่ท้องทะเล

ประเพณีการปล่อยเต่าสู่ท้องทะเล

ประเพณีการปล่อยเต่าสู่ท้องทะเล
ประเพณีการปล่อยเต่าสู่ท้องทะเล

ประเพณีนี้เพิ่งจะเริ่มจัดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง เนื่องจากริมชายหาดของภูเก็ตถูกพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว หาดทรายซึ่งเคยสงบเงียบถูกสร้างเป็นอาคาร หรือปักร่มสำหรับของนักท่องเที่ยว เสียงรบกวนของดนตรีและแสงไฟ ทำให้จำนวนเต่าซึ่งเคยมาวางไข่เป็นประจำลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ค่านิยมการบริโภคไข่เต่า และเนื้อเต่า การทิ้งน้ำเสียลงทะเล ทิ้งขยะมูลฝอยลงทะเล โดยไม่คำนึงถึงสิ่งมีชีวิตในทะเลทำให้จำนวนเต่าลดลง คาดว่าอาจจะสูญพันธุ์ในไม่ช้า ถ้าไม่มีการอนุรักษ์อย่างถูกวิธี ฉะนั้น กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับชาวบ้านตำบลไม้ขาว ได้ริเริ่มโครงการอนุรักษ์เต่าทะเลขึ้น และจัดให้มีการปล่อยเต่าสู่ท้องทะเล ในวันที่ 13 เมษายน ของทุกปี โดยสถานีประมงจังหวัดภูเก็ตได้ให้ความร่วมมือจัดหาลูกเต่ามาให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม

ประเพณีปล่อยเต่าสู่ท้องทะเล เป็นการปลูกฝังให้ประชาชนรู้จักการอนุรักษ์ทรัพยากรในท้องถิ่นของตน เกิดความรักท้องถิ่น ด้านความเชื่อเกี่ยวกับเต่า คนภูเก็ตเชื่อว่าเต่าเป็นสัตว์ที่อายุยืน เป็นสัญลักษณ์ของความดีงาม และเชื่อว่าการปล่อยเต่า เป็นการสร้างบุญบารมีอีกอย่างหนึ่ง

ประเพณีทำบุญขวัญเด็ก

ประเพณีทำบุญขวัญเด็ก


เป็นประเพณีที่รับมาจากจีน ทำให้ทั้งลูกหญิงและลูกชาย พิธีนี้จะทำเมื่อบุตรอายุครบ 1 เดือน เริ่มด้วยตอนเช้าอาบน้ำเด็กที่เข้าพิธีเสียก่อน แล้วนำเด็กไปไหว้พระในศาลเจ้า และขอชื่อเป็นทางการ (ชื่อภาษาจีน) และขอพรจากพระ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่เด็ก ผู้ปกครองของเด็กจะทำขนมเต่าแดง ไข่ต้มทาสีแดง และข้าวเหนียวคลุกน้ำมัน (อิ่วปึ่ง) เพื่อไหว้บรรพชนที่ล่วงลับไปแล้ว ที่เหลือจะนำไปแจกญาติพี่น้องหรือคนที่คุ้นเคย เพื่อเป็นการบอกกล่าวว่า บ้านนี้มีลูกอายุครบ 1 เดือนแล้ว บ้านไหนที่ได้รับอิ่วปึ่งเป็นของบอกกล่าว ก็จะมีของตอบแทนให้ มักเป็นเงินใส่ซองแดง (อั่วเปา) หรือข้าวสาร เส้นหมี่ซั่ว ไข่ไก่ ให้เป็นสิริมงคลแก่เด็ก

งานบุญเดือนสิบ

งานบุญเดือนสิบ


การจัดงานวันสารทไทยหรือวันทำบุญเดือนสิบของชาวภูเก็ตมี 4 วัน คือ วันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 10 ที่วัดม่าหนิก วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 ที่วัดพระทอง วันแรม 8 ค่ำ เดือน 10 ที่วัดเทพกระษัตรี ส่วนวัดทั่วไปนิยมจัดงานบุญเดือนสิบในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ชาวภูเก็ตที่นับถือศาสนาพุทธพร้อมใจกันนำอาหารคาวหวาน อาหารแห้ง เครื่องครัวไปถวายพระภิกษุสงฆ์ เพื่อทำบุญกุศลอุทิศให้แก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว และมีขนมลา (ขนมที่มีเส้นเล็กๆ ทำจากแป้งและน้ำตาลทอดในน้ำมัน) เป็นขนมที่สำคัญที่จะขาดมิได้ โดยเชื่อว่าถ้าหากบรรพบุรุษที่เสียชีวิตไปแล้ว ต้องชดใช้กรรมเป็นเปรต ก็จะกินอาหารประเภทนี้ได้ เพราะเปรตมีปากเล็กเท่ารูเข็ม ไม่สามารถกินอาหารอื่นๆ ที่ทำอุทิศให้ได้จึงต้องเผื่ออาหารประเภทนี้ไว้ด้วย ชาวภูเก็ตในอดีตมีการทำสอบช่อ (สอบช่อถือเป็นงานศิลปะหัตกรรมจักรสานท้องถิ่น) สำหรับใส่อาหารแห้ง และจัดทำช่อผักผลไม้เพื่อนำมาช่วยโรงครัวทางวัด หรือบางหมู่บ้านมีประเพณีการแห่จาด แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ประเพณีนี้กำลังจะหมดไป ยังคงศึกษาได้จากงานบุญเดือนสิบวัดเทพกระษัตรี (วันบ้านดอน)

ประเพณีงานศพในภูเก็ต

ประเพณีงานศพ

ประเพณีงานศพภูเก็ต
ประเพณีงานศพแบบจีน ภูเก็ต

งานศพไทย

มีพิธีอาบน้ำศพ และบรรจุหีบศพ ตั้งศพบำเพ็ญกุศลอยู่กับบ้าน หรือถวายสังฆทานมีการเลี้ยงแขกหรือที่มาในงานศพ ทั้งอาหารคาวหวานและเครื่องดื่ม แขกส่วนใหญ่นิยมไปงานศพเวลากลางคืน ในเวลากลางวันเป็นเรื่องของหมู่ญาติ ซึ่งมาช่วยกันทำบุญเลี้ยงพระ เมื่อถึงเวลาฌาปนกิจจะเคลื่อนศพไปเผายัง ฌาปนสถาน และมักใช้แรงงานญาติมิตรที่ใกล้ชิด ช่วยกันแบกหีบศพวน 3 รอบ ก่อนนำขึ้นสู่เตาเผาวันรุ่งขึ้นตอนเช้าตรู่ทำพิธีเก็บกระดูก บางคนนำกระดูกไปฝัง บางคนนำไปใส่สถูปที่จัดเตรียมไว้ บางคนนำไปลอยทะเล

งานศพจีน 

หีบศพแบบจีน หรือ โลงจีนทำด้วยไม้ซุงทั้งท่อน โดยขุดเป็นหลุมให้ใส่ศพได้ เรียกว่าโลงหัวหมู มีการแต่งตัวผู้ตายและใส่ทรัพย์สินประจำตัวผู้ตายลงไปในโลงศพด้วยการตั้งศพบำเพ็ญกุศลนิยมตั้งศพไว้ที่บ้าน ก่อนนำไปฝังที่สุสานตามประเพณี ในการตั้งศพไว้ที่บ้าน บางคราวต้องปิดถนน เพื่อใช้เนื้อที่ของถนนวาง โต๊ะ เก้าอี้ กางเต้นท์ เพื่อรับรองแขกเหรื่อที่มาร่วมงานศพ ซึ่งส่วนใหญ่นิยมไปร่วมงานในตอนกลางคืน พิธีกรรมมีทั้งพิธีสงฆ์นิกายหินยานและมหายาน หรือ พิธีสวดกงเต็ก การเลี้ยงแขกเหรื่อที่มาร่วมในงาน เป็นเรื่องใหญ่ที่เจ้าภาพถือว่า จะต้องไม่ให้ขาดตกบกพร่อง อาหารที่ใช้เลี้ยงในงานศพมีทั้งคาวหวานและเครื่องดื่ม การเคลื่อนศพไปฝังนิยมใช้คนเป็นจำนวนมากช่วยกันหามโลงไปสุสาน โดยเฉพาะถ้าเป็นศพหรือญาติพี่น้องของเศรษฐีเหมืองแร่จะนำกุลีเหมืองมาช่วยหามโลงศพผลัดเปลี่ยนเป็นระยะ ๆ ก่อนถึงหลุมฝังศพ นิยมนำไปฝังในสุสานของตระกูล สุสานกวางตุ้ง สุสานเขารัง ผู้ที่มาช่วยหามโลงศพจะได้รับ ของที่ระลึกถ้าเจ้าภาพมีฐานะจะเป็น อังเปา (เงินใส่ซองแดงเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ผู้นำ ช่วยงาน) หรือผ้าขาวม้าสีแดง ผ้าขนหนูผืนเล็ก ๆ ผูกโบว์สีแดง เป็นต้น

ก่อนเคลื่อนศพออกจากบ้าน จะต้องตั้งโต๊ะไหว้ศพ ของที่นำมาเซ่นไหว้ได้แก่ ไก่ หัวหมู หรือใช้หมูย่างทั้งตัว เส้นหมี่เหลือง เหล้าขาว ขนมครบชุด ผลไม้ ผัก โดยลูกหลานต้องออกมาทำความเคารพแบบจีน และกล่าวคำเชิญผู้ตายให้รับของดังกล่าว พิธีนี้ต้องกระทำให้เสร็จสิ้นก่อนเที่ยง เพราะนิยมเคลื่อนศพออกจากบ้านเวลาเที่ยง นอกจากนี้ลูกหลานจะต้องไว้ทุกข์โดยการสวมเสื้อผ้าเนื้อดิบ ไม่โกนหนวด ไม่ตัดผม และไม่รีดเสื้อผ้า เป็นเวลา 11 เดือน กับอีก 28-29 วัน จึงจะโกนหนวด ตัดผมได้ และเปลี่ยนเป็นสวมเสื้อผ้าสีเขียวเรียกว่า “ผลัดเขียว” เป็นเวลา 99 วัน จึงเปลี่ยนเป็นสวมเสื้อผ้าสีแดงและสีต่าง ๆ เรียกว่า “ผลัดแดง” เป็นอันสิ้นสุดการไว้ทุกข์ ปัจจุบันการไว้ทุกข์ไม่เคร่งครัด แล้วแต่ความเหมาะสมของแต่ละครอบครัว บางครอบครัวแต่งกายไว้ทุกข์ เป็นเวลา 3 เดือนบ้าง 1 เดือนบ้าง หรือบางครอบครัวออกทุกข์ทันทีหลังเสร็จสิ้นงานศพ

ความเชื่อเกี่ยวกับการจัดพิธีกรรมเกี่ยวกับการตายของภูเก็ต


ในสมัยก่อนนิยมจัดงานศพที่บ้านไม่ว่าคนไทยหรือคนจีน หากชาวจีนที่มีฐานะดีถึงแก่กรรมนอกบ้าน ก่อนนำศพเข้าบ้าน จะมีการว่าจ้างบุคคลที่มีลักษณะคล้ายผู้ตายแต่งกายด้วยเสื้อผ้าของผู้ตาย ทำทีเดินเข้าทางหน้าบ้าน ส่วนลูกหลานก็แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสันปกติ เข้ามาทักทาย ใครเรียกเตี่ย เรียกก๋ง ก็เรียกเหมือนครั้งที่ผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ เรียกให้นั่งยกน้ำชาให้ดื่ม สักครูจึงมีเสียงร้องไห้ รำพึงรำพันว่าผู้ตายเสียชีวิตแล้ว หลังจากนั้นจึงนำศพผู้ตายเข้าทางหลังบ้านแล้วจึงจัดการทำศพตามประเพณีต่อไป

แต่บางกระแสเล่าว่า มีการแต่งกายให้ผู้ตายเหมือนปกติเป็นประจำทุกวัน แล้วลูกหลานช่วยประคองผู้ตายเข้าทางหน้าบ้าน จัดให้นั่งในที่ๆ เคยนั่งประจำ แล้วจัดให้ผู้ตายนอนลง สักครู่ลูกหลานจึงร้องไห้รำพันถึงการเสียชีวิตของผู้ตาย

พิธีการเหล่านี้ เป็นความเชื่อเพื่อความเป็นสิริมงคลรุ่งเรืองของลูกหลานสืบไป

งานศพมุสลิม

ชาวมุสลิมในภูเก็ต เมื่อถึงแก่กรรมลงจะทำพิธีศพและนำไปฝังที่สุสานภายใน 24 ชั่วโมง หลังการสิ้นชีวิต นายสุรชัย สาริยา เล่าว่า “พิธีอาบน้ำศพ น้ำอาบศพ จะใส่ใบพุทธา และพิมเสน ครั้นศพสะอาดแล้วจึงเอาสำลีปิดทวารทั้งห้า ห่อศพด้วยผ้าขาว 3 ชั้น โรยด้วยเครื่องหอม มีพิมเสน การบูร และกำยานผง แล้วนำศพไปทำพิธีละหมาด เพื่อขอพรให้แก่ผู้ตาย ก่อนพิธีละหมาด ลูกหลานของผู้ตายจะสอบถามแขกเหรื่อที่มาในงานว่า ผู้ตายมีหนี้สินกับใครบ้าง ต่อไปให้ติดต่อใช้หนี้กับลูกหลานคนใดคนหนึ่งแล้วแต่ละกำหนด หลังจากนั้นจึงนำศพไปที่สุสานเพื่อฝังในหลุมที่เตรียมไว้ วางศพลงบนพื้นดินในหลุม ตะแคงศพไปทางทิศตะวันตก เอาโลงศพที่ไม่มีพื้นท้องโลงครอบศพ แล้วจึงถมดินกลบและมีความเชื่อว่า การฝังศพห้ามเอาศพลงหลุมเวลาเที่ยงตรงกับช่วงตะวันโพล้เพล้”

ประเพณีแต่งงาน

ประเพณีแต่งงาน


ประเพณีแต่งงานของชาวภูเก็ต มีลักษณะผสมผสานกันทั้งจีน ไทย ฝรั่ง กลายเป็นไทยนิด จีนหน่อย ฝรั่งกลาย คือนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม ปัจจุบันการแต่งงานแบบไทย มีการหมั้นหมายและทาบทามสู่ขอเพื่อตกลงกำหนดวันพิธีขันหมาก ทำพิธีสงฆ์ หลั่งน้ำพระพุทธมนต์แก่คู่บ่าวสาว เลี้ยงฉลองและส่งตัวเข้าหอ มีพิธี “เวียนสาดเวียนหมอน” คือ เชิญคู่สามีภรรยาที่ครองคู่กันอย่างราบรื่นเป็นผู้ทำพิธีให้ การแต่งงานแบบจีนเดิมยึดถือประเพณีจีน แต่งตัวแบบจีนเจ้าสาวคลุมหน้าคลุมตา จะได้เห็นหน้าตอนเข้าหอ มีการคารวะผู้ใหญ่หลายครั้งหลายหนการทาบทามการหมั้น เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ทั้งสิ้น

การแต่งงานของชาวภูเก็ตส่วนใหญ่ เมื่อหนุ่มสาวชอบพอรักใคร่ ก็จะให้ผู้ใหญ่ไปสู่ขอและทำการหมั้นหมาย นัดวันแต่งงาน บางคู่มีการหมั้นและแต่งงานในวันเดียวกัน วันทำพิธีแต่งงาน ฝ่ายเจ้าบ่าวยกขบวนแห่ (ขบวนรถยนต์) ไปบ้านเจ้าสาว มี พัวเกี๋ย (เพื่อนเจ้าบ่าว) ไปเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว ยิ่งมากยิ่งดี มีการจุดประทัดต้อนรับเจ้าบ่าวอาจมีพิธีสงฆ์หรือไม่มีก็ได้ ในช่วงเช้าจะเริ่มพิธีคู่บ่าวสาวคารวะญาติผู้ใหญ่ด้วยการเชิญดื่มน้ำชา (เจี๊ยะเต๋) มีผู้เรียกขานชื่อญาติตามลำดับชั้น เข้ารับน้ำชาจากคู่บ่าวสาวในช่วงนี้ญาติพี่น้องจะให้เงินทองทรัพย์สินแก่คู่บ่าวสาว ปัจจุบันนิยมทำในตอนเย็นก่อนงานเลี้ยงตอนค่ำ กลางคืนมีพิธีส่งตัวเข้าหอ คู่บ่าวสาวในสมัยก่อนนิยมแต่งกายด้วยชุดครุยเจ้าบ่าวแต่งสูทแบบสากล หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา เจ้าสาวนิยมแต่งกายด้วยชุดราตรีสีขาวแบบฝรั่ง (ภูเก็ตเรียกว่า “ชุดบุ่นเบ๋ง”) เจ้าบ่าว สวมสูทแบบสากล

การแต่งงานแบบมุสลิม ชาวมุสลิมนิยมหาคู่หมั้นไว้ให้ลูกหลายของตนไปแต่งงานกับคนต่างศาสนา แต่ปัจจุบันการคบหาสมาคมกวางขวางขึ้น ทำให้การแบ่งแยกศาสนาในเรื่องคู่ครองลดความเข้มงวดลง

ประเพณีกินผัก

ประเพณีกินผัก
ประเพณีกินผัก
ประเพณีกินผัก

ประเพณีกินเจ ซึ่งชาวภูเก็ตเรียกว่า “งานกินผัก” หรือ “เจี๊ยะฉ่าย” จัดขึ้นระหว่างวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 ถึงวันขึ้น 9 ค่ำเดือน 9 ของจีน ซึ่งตรงกับเดือน 10 ของไทย ประเพณีกินผัก เป็นประเพณีดั้งเดิมของชาวภูเก็ต ซึ่งได้รับอิทธิพลจากจีน เริ่มมีการจัดขึ้นครั้งแรกที่อำเภอกะทู้ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีชาวจีนเข้ามาทำเหมืองแร่อยู่เป็นจำนวนมาก

ประเพณีกินผักนี้ สืบเนื่องมาจากชาวจีนในภูเก็ต ต้องการที่จะดำรงประเพณีดั้งเดิมของตนไว้ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บและอันตรายต่าง ๆ จึงได้ส่งตัวแทนไปน้ำขี้เถ้าและควันธูป (จุดธูปต่อเนื่องกันมา) ที่มณฑลกังไส ประเทศจีนนำมาบูชาที่ศาลเจ้ากะทู้เป็นแห่งแรก มีการเซ่นไหว้บวงสรวงดวงวิญญาณของบรรพชนและเซียน อันประกอบด้วยนักรบต่าง ๆ มีการทรงเจ้าองค์ต่าง ๆ ซึ่งแต่ละองค์ก็มีอภินิหารต่าง ๆ กัน ประเพณีกินผัก จึงเป็นประเพณีซึ่งมีการผสมผสานความเชื่อของชาวจีนในลัทธิต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เช่น ลัทธิเต๋า ลัทธิขงจื้อ การนับถือเทพเจ้าบนพื้นดินบนสวรรค์ พระอิศวรผู้ยิ่งใหญ่ในจักรวาล และพุทธศาสนามหายาน

ประเพณีกินผักมีจุดมุ่งหมายเพื่อชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ผู้ร่วมพิธีจะสวมชุดขาว งดการบริโภคเนื้อสัตว์ เพื่อความเป็นสวัสดิมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

การประกอบพิธีกรรมในประเพณีกินผัก ทั้งที่ศาลเจ้าและที่บ้าน ผู้ที่จะกินผักที่บ้านของตนเองนั้น จะเริ่มต้นด้วยการทำความสะอาดอุปกรณ์เครื่องใช้ที่จะใช้ประกอบอาหารจนหมดกลิ่นคาว หรือใช้ภาชนะชุดใหม่ในการประกอบอาหารเพื่อความสะอาดบริสุทธิ์ หรือที่เรียกว่า “เช้ง” ส่วนผู้ที่ประกอบพิธีจะไปรับประทานอาหารที่โรงครัวของศาลเจ้า การกินผักจะมี 9 วัน แต่ผู้ที่ร่วมกินผักนั้นอาจจะสมัครใจกิน 3 วัน 5 วัน หรือทั้ง 9 วัน ก็ได้ ผู้ที่จะกินผักจะต้องตามไปเคารพสักการะเทพเจ้าที่ศาลเจ้า (อ๊าม)

พิธีกินผักที่ศาลเจ้าจะเริ่มต้นด้วยการยก เสาโกเต้ง (เป็นเสาธงสูงปลายเสาเป็นไม้ไผ่แขวนตะเกียงน้ำมัน 9 ดวง) อันหมายถึงดวงวิญญาณของกิวอ๋องไต่เต่ คำว่า กิวอ๋องไต่เต่ หมายถึง เทพเจ้า 9 องค์ ในช่วง 9 วันนี้ จะมีพิธีย่อย ๆ หลายอย่าง เช่น

พิธีบูชาเจ้า มีการบูชาด้วยเครื่องเซ่น ทั้งที่ศาลเจ้าและที่บ้านของผู้ที่กินผักทำในวันแรกของพิธี

พิธีโขกุ้น เป็นการเลี้ยงทหาร จะทำในวันขึ้น 3 ค่ำ 6 ค่ำ 9 ค่ำ หลังเที่ยงมีการเตรียมอาหาร เหล้า สำหรับเซ่นสังเวยทหารปละม้าศึก

พิธีซ้องเก็ง เป็นการสวดมนต์ จะสวดวันละ 2 ครั้ง ในตอนเช้าและตอนค่ำ

พิธีบูชาดาว จะทำในคืนวันขึ้น 7 ค่ำ มีการแจกฮู้ (กระดาษยันต์สีเหลือง) เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้กินผัก

พิธีแห่พระ พระจะออกเดินไปตามท้องถนนเพื่อโปรดสัตว์ มีเกี่ยว (เก่ว) หามพระบูชาต่าง ๆ ไปตามถนน ในขณะที่ขบวนผ่านชาวบ้านจะตั้งโต๊ะบูชา และจุดประทัดต้อนรับขบวนที่ผ่านมา พิธีลุยไฟ (โก๊ยโห้ย) เป็นการแสดงความศักดิ์สิทธิ์ของพระ ที่สามารถบังคับไฟไม่ให้ร้อน และถือว่าเป็นไฟที่ชำระความสกปรกของร่างกายให้บริสุทธิ์ได้

พิธีโก๊ยห่าน จะกระทำหลังพิธีลุยไฟ ผู้เข้าร่วมพิธีจะต้องเตรียมสิ่งของต่อไปนี้ คือ กระดาษตัดเป็นรูปตนเองเขียนชื่อกำกับเอาไว้ ผักกุ๊ยฉ่าย 1 ต้น และเงิน ผู้เข้าร่วมพิธีสะเดาะเคราะห์จะต้องนำของเหล่านี้ผ่านผู้เข้าทรง ซึ่งยืนอยู่สองข้างทางเดิน เอาสิ่งของมอบให้ผู้เข้าทรง ผู้เข้าทรงจะประทับตราสีแดงด้านหลังเสื้อที่สวม ซึ่งเรียกว่า “ต๊ะอิ่น”

พิธีส่งพระ กระทำในวันสุดท้ายของการกินผัก โดยตอนกลางวันจะมีการส่งเทวดาหรือเง็กเซียนฮ่องเต้ ซึ่งจะส่งกันที่หน้าเสาธง ส่วนกลางคืนจะส่งพระกิวอ๋องฮุดโจ้วกลับไปสู่สวรรค์ โดยส่งกลับทางทะเล เมื่อขบวนส่งพระออกพ้นประตู ตะเกียงที่แขวนอยู่บนเสาโกเต้งจะถูกลดลง และทหารที่เรียกมาก็จะถูกส่งกลับ เป็นอันเสร็จพิธี

การกินผักในภูเก็ต จะคับคั่งไปด้วยผู้คนที่มาร่วมพิธีนี้ ทุกศาลเจ้าจะมีการประกอบอาหารแจกจ่ายราษฎรทุกวัน การได้กินข้าวในศาลเจ้า ถือว่าเป็นเสมือนยาที่จะรักษาโรคผู้เจ็บป่วยได้

วัฒนธรรมทางภาษาภูเก็ต

วัฒนธรรมทางภาษาภูเก็ต


ภาษาของภูเก็ตแตกต่างไปจากภาษาของภาคใต้ทั่วไป ทั้งในด้านสำเนียงของภาษาการใช้คำเรียกชื่อสิ่งของและสถานที่ต่าง ๆ เนื่องจากภูเก็ตเป็นจังหวัดที่มีคนหลายชาติหลายภาษาเข้ามามีอิทธิพลเหนือคนพื้นเมืองในภูเก็ต โดยเฉพาะคนจีนได้เข้ามาตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ เข้ามาตั้งเตาถลุงแร่ และพากันหลั่งไหลเข้ามาทำงาน และตั้งถิ่นฐานในภูเก็ตเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งเมืองภูเก็ตมีประชาชนชาวจีนมากกว่าชนพื้นเมืองเสียอีก (จากหลักฐานสมัยอยุธยา แฮมิลตันได้บันทึกเรื่องราวไว้เมื่อ พ.ศ.2243-2262 ตรงกับ ค.ศ.1700-1719 ว่าบ้านเมืองนี้ปกครองด้วยคนจีน กดขี่ขูดรีดประชาชน ประชาชนค่อนข้างยากจน มีความเป็นอยู่อย่างง่าย ๆ และค่อนข้างจะเฉื่อยชา) ฉะนั้นภาษาของชาวภูเก็ตจึงเป็นภาษาที่ใช้ทับศัพท์ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ภาษามลายู ภาษาไทย และภาษาพื้นเมืองปะปนกันไปโดยตลอด และถือว่าเป็นภาษาเฉพาะตัวที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวภูเก็ตเท่านั้น เช่น

ภาษาท้องถิ่นภูเก็ต ปลาถ้ำ หาญตาย เบื้องขวด ดันพุง เคี่ยวใจ ลักซอก เหม็ดหลอ ถกหวัก เกลือเคย ไฟแกบ มีดแกะ รางราง หม่านิ้ง หอยขร่วน เหล็กไฟ ช้ำทอน ถั่วพรั่ง เหลว เอิดใจ เหล็กขูด เห็นดู หวังเหวิด กำดิง ชุ่น

คำยืมจากภาษาจีนฮกเกี้ยน จุ้ยก้าว เก้เปียะ เสียวโป๋ย ป๋าน ก่าโต้ อ่างอิ๋ว อี้เจ่ โฮเส่ เปาะเปี้ย ต่าวโฮ้ย อั่งหม้อเหลา ป่ายปั๋ว ก๋วยเตี๋ยว

คำยืมจากภาษาอังกฤษ ปลั๊ก ลอรี่ แย็ก หอน สิบปันหน๊า ปั๊ม

คำยืมจากภาษามลายู ชันชี บาหวั้ง เป๊ะ ปาเต๊ะ ตาเบ๊ะ รองเง็ง หล่องป้าง บ่านซ้าน โกปี้ โหล่ตี้ เส่ล้อง อ่าโป้ง ซับบุ๋น ต่อล้า ต๊าห่าน หงู่หนี้ โตหลง

ภาษาไทยผสมจีน เสาหล่อเต้ง ค่อใน หม่ำฉ่อ หมูต่าวอิ๋ว เชือกเกี่ยมฉ้าว อี่เจียะโก้ย

การละเล่นพื้นเมืองภูเก็ต

การละเล่นพื้นเมืองภูเก็ต

เนื่องจากชาวภูเก็ตที่ไม่นิยมจดบันทึกวรรณกรรมพื้นบ้านไว้เป็นลายลักษณ์อักษร หากแต่ใช้การจดจำและเล่าสืบต่อมา อาจเป็นเพราะยุคก่อนผู้คนยังไม่ได้รับการศึกษามีผู้อ่านออกเขียนได้น้อยมาก เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า จึงหลงลืมเลอะเลือนไปในที่สุด เช่นบทร้องของยี่เกรำมะนา เรื่องพระยาราชกปิตัน ซึ่งเป็นนายเรือชาวอังกฤษแต่งงานกับสาวชาวภูเก็ต แล้วรับภรรยาเดินทางไปยังเมืองกัลกัตตา เล่ากันว่า บทร้อยหรองสำหรับการขับร้องของตัวเอกของเรื่องนี้มีความไพเราะ และมีชั้นเชิงศิลปะการใช้ถ้อยคำที่น่าสนใจมาก แต่ปัจจุบันหาผู้จดจำมิได้อีกแล้ว วรรณกรรมที่หลงเหลือเป็นลายลักษณ์อักษรที่พอจะหาดูได้ในปัจจุบัน ได้แก่ หนังสือบุด ซึ่งศูนย์ศิลปวัฒนธรรม สถานบันราชภัฏภูเก็ตกำลังรวบรวม โดได้รับความร่วมมือจากผู้ที่มีไว้ในครอบครอง บริจาคไว้เพื่อให้ศึกษาทางศูนย์ศิลปวัฒนธรรมได้นำมาปริวรรต และพิมพ์อัดสำเนาออกเผยแพร่แก่ผู้ที่สนใจไปบ้างแล้ว เช่น หนังสือบุดช้างน้อย เรื่องพิเภกสอนบุตร พาลีสอนน้อง สวัสดิรักษา เป็นต้น นอกจากนี้ ได้มีผู้รวบรวมปริศนาคำทาย ที่ชาวภูเก็ตรุ่นเก่านำมาเล่นทายกัน และจัดพิมพ์อัดสำเนาเผยแพร่ เช่น ปริศนาคำทายจากบ้านม่าเหลา บ้านในทอน บ้านบางเทา บ้านลิพอน บ้านบ่อแร่ นางบุญนาค ศรีอักษร ได้รวบรวมนิทานพื้นบ้านภูเก็ตโดยการสัมภาษณ์และจัดพิมพ์อัดสำเนาได้หลายเรื่อง เช่น นิทานตายมดึง นิทานพ่อตาโต๊ะแซะ นิทานขี้เดินได้ นิทานเขานางพันธุรัตน์

วรรณกรรมพื้นบ้านที่ยังไม่ได้บันทึก ยังมีอื่น ๆ อีกมาก เช่น ปริศนาคำทาย สุภาษิตคำพังเพย ลายแทง เพลงเปล (เพลงกล่อมเด็ก) ตนโย้ง เพลงนา นอกจากนี้ จดหมายเหตุเมืองถลางตัดเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ อันมีค่ายิ่งของชาวภูเก็ต เป็นเรื่องราวของเมืองถลางในช่วง พ.ศ.2319 ถึง พ.ศ.2336 รวม 48 ฉบับ เป็นจดหมายที่ขุนนางเมืองถลาง เขียนถึงกัปตันฟรานซิส ไลท์ ที่เมืองปีนัง ด้วยภาษาที่ใช้ในเมืองถลางสมัยนั้น สำนวนภาษาที่ใช้เป็นเอกลักษณ์ของชาวภูเก็ตอย่างแท้จริง

การละเล่นพื้นเมืองภูเก็ต

การละเล่นพื้นเมืองภูเก็ต


การละเล่นเพื่อความบันเทิงของชาวภูเก็ตได้แก่ ตนโย้ง รองเง็ง ลิเกป่า หนังตลุง มโนราห์ ลิเก เป็นการละเล่นที่ได้นำมาแสดงในงานรื่นเริงต่าง ๆ และเลือกมาแสดงหรือละเล่นกันตามเชื้อสายเดิมของกลุ่มคนในละแวกหนึ่ง ๆ ชาวภูเก็ตเชื้อสายมาเลย์นิยมให้มีการเล่นรองเง็ง ตนโย้ง หรือลิเกป่า ในขณะที่ชาวภูเก็ตเชื้อสายไทยนิยมลิเก หนังตะลุง หรือมโนราห์ เหล่านี้เป็นต้น

ปัจจุบัน การละเล่นที่กล่าวมานี้เสื่อมความนิยม ที่ยังคงเหลืออยู่ก็มีการดัดแปลงประยุกต์จนผิดเพี้ยนไปจากเดิม เช่น นำรองเง็งมาดัดแปลงท่าร่ายรำให้มีกระบวนท่าสวยงามและมีความพร้อมเพรียง หนังตลุง มโนราห์ ลิเก นำเอาดนตรีประเภทสตริงมาใช้มีนักร้องและหางเครื่องเล่นเป็นการโหมโรงเรียกผู้ชม ตลอดจนการประยุกต์เรื่องหรือบทที่นำมาเล่น ตนโย้ง ลิเกป่า เป็นสิ่งซึ่งหาดูได้ยากขึ้น เพราะไม่มีใครนพมาเล่นหรือนำมาร่วมรายการแสดงในเทศกาลรื่นเริงต่าง ๆ ของชาวภูเก็ตเป็นเวลาหลายปีมาแล้ว

ส่วนการละเล่นของเด็ก ๆ ชาวภูเก็ตนั้น เด็กรุ่นเก่าจะรู้จักชื่อการละเล่นเหล่านี้ ได้แก่ อีฉุด ทอยราว ราวเด้อ อาว่าย ขว้างโผล้ เข้นังยอง นางชี หมากขุม เตย โตก (ซ่อนหา) ฯลฯ ในขณะที่เด็กรุ่นใหม่อาจไม่เคยได้ยิน หรือแทบจะไม่รู้จักการละเล่นเหล่านี้เลย เพราะขาดการถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่ง และเครื่องเล่นสมัยปัจจุบันจะดึงดูดความสนใจเด็กรุ่นใหม่ได้มากกว่า ในที่นี้จะนำการละเล่นพื้นเมืองของภูเก็ตมากล่าวไว้พอเป็นตัวอย่างเท่านั้น
อีฉุด
อีฉุด

อีฉุด

เป็นการเล่นที่ใช้เศษกระเยื้องเป็นอุปกรณ์ ผู้เล่นกี่คนก็ได้ ถ้า 2 คนขึ้นไป ก็จะผลัดกันเล่นหรือเป็นกลุ่มก็จะแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม และจะมีการแข่งขันกันในระหว่างผู้เล่น แต่ถ้าเล่นคนเดียวก็จะเป็นการเล่นเพื่อสนุกสนานแก้เหงา

วิธีเล่น ก่อนเริ่มเล่นผู้เล่นจะต้องบอกข้อตกลงหรือกติกาการเล่นให้ทุกคนเข้าใจ และการตัดสินว่าใครจะเป็นผู้เล่นก่อนหรือเล่นหลัง โดยการ ลา ลา หล้า ทุมโบ้ง หรือที่เรียกในภาษากลางว่า “ชันชี” จากนั้น ผู้เล่นจะขีดเส้น และกำนหนดขอบเขตที่เล่น ผู้ที่ชนะในการ ลา ลา หล้า ทุมโบ้ง จะเริ่มเล่นก่อนโดยใช้เศษกระเบื้อง “ทอย” หรือ “โยน” เข้าไปในขอบเขตนั้น ผู้เล่นจะต้องเขย่งกระโดดขาเดียว และใช้ขาข้างที่เป็นหลักในการทรงตัวนั้น กระโดดเตะ หรือภาษาภูเก็ตเรียกว่า “ฉุด” ให้เศษกระเบื้องนั้นเคลื่อนที่ออกมาจากเขตแดนหนึ่ง ๆ จนครบ คือ ผ่านหมดทุกเขต ถือว่าชนะ ถ้าใครเสียหลักในการทรงตัวก็ถือว่าแพ้ ต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งเล่นต่อไป และผู้เล่นคนใหม่ก็ต้องเริ่มต้นใหม่ในการทอย และเขย่งกระโดดขาเดียว เข้าไป “ฉุด” กระเบื้อง “ทอย” ด้วยเท้าที่กำลังเขย่งกระโดดเช่นเดิม ฝ่ายใดทำสำเร็จก่อนจะเป็นผู้ชนะ

ทอยราว

เป็นการเล่นที่นิยมเล่นในกลุ่มเด็กผู้ชาย อุปกรณ์ที่ใช้ในการเล่นได้แก่ เม็กมะม่วงหิมพานต์ที่ยังไม่ได้กะเทาะเมล็ดออก ไม้ไผ่ผ่าซีก ก้อนอิฐ

วิธีเล่น ผู้เล่นจัดเรียงเม็ดมะม่วงหิมพานต์บนไม้ไผ่ผ่าซีก ซึ่งวางให้สูงจากพื้นโดยแผ่นอิฐ กำหนดระยะสำหรับให้ผู้เล่นใช้ความแม่นยำในการเล็ง และขว้างเม็ดมะม่วงที่วางอยู่บนรางไม้ไผ่ให้หล่นจากราง โดยใช้เม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่ผู้เล่นคัดเอามาใช้ขว้าง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่หล่นจากรางจะเป็นของผู้ขว้างได้ ผู้เล่นจะผลัดกันขว้างจนหมดราว เมื่อจะเล่นใหม่ก็จะนำเม็ดมะม่วงหิมพานต์มาลงกองกลางกันใหม่ เพื่อผลัดกันใช้ความแม่นยำกันอีก

เครื่องมือเครื่องใช้ในการประกอบอาชีพ

เครื่องมือเครื่องใช้ในการประกอบอาชีพ

สมัยก่อนชาวภูเก็ตต้องใช่วัสดุในท้องถิ่นจักทำเครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือนขึ้นเองหรืออาจหาซื้อจากผู้มีฝีมือในการทำเครื่องมือเครื่องใช้เหล่านี้ออกจำหน่าย ได้แก่ หม้อดินเผา กระบวยตักน้ำ ทัพพีกะลามะพร้าว กระบุงตะกร้าไม้ไผ่ กระสอบเสื่อจากใบเตย สอบมุก กล่องใส่ของกระจุกกระจิก กันหม้อที่รองก้นหม้อสานด้วยเรียวมะพร้าว เตาไฟก่อขึ้นจากดินเหนียวอัดแน่นเป็นที่รองรับก้อนเส้า สำหรับชาวภูเก็ตที่มีฐานะดีจะก่อเตาไฟด้วยอิฐถือปูน (ภูเก็ตเรียก “โพ”) เชื้อเพลิงที่ใช้ในการหุงต้ม ได้แก่ ไม้ฟืนหรือเศษไม้ที่พอหาได้ในบริเวณใกล้บ้าน ต่อมาเชื้อเพลิงที่ใช้กับเตาไฟ ได้พัฒนาจากไม้ฟืนเป็นถ่านไม้ทะเลและถ่านไม้ตอน เกิดขึ้นจากการติดต่อค้าขายกับเมืองปีนังบางครอบครัวชาวจีนถือว่า เตาไฟหรือโพ เป็นที่สำหรับหุงหาอาหารจะแสดงการลบหลู่ดูหมิ่นไม่ได้ และจะมีจะมีกาทำพิธีบูชาเตาไฟด้วย

เครื่องมือในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม

เครื่องมือทำสวนมะพร้าว เช่น มีดเกี่ยวมะพร้าว มีดปอกมะพร้าว ลิงขึ้นมะพร้าว มีดพร้า จอบ และเสียม ฯลฯ

เครื่องมือทำสวยยางพารา เช่น มีดกรีดยาง ไฟส่องหน้ายาง กะลารองรับน้ำยาง ถังใส่น้ำยาง เครื่องรีดแผ่นยาง ฯลฯ

เครื่องมือทำนา เช่น ไถ คราด แกะเก็บข้าว (เครื่องมือเก็บข้าวที่ละรวง) กระเชอ กระด้ง ครกตำข้าว ครกสีข้าว ฯลฯ

เครื่องมือปลูกผัก เช่น กระบวยตักน้ำรดผัก ถังไม้ใส่ปุ๋ยคอก คราดไม้ไผ่ จอบดายหญ้า ฯลฯ

เครื่องมือเลี้ยงหมู เช่น คอกหมู ซึ่งกั้นคอกด้วยต้นมะพร้าวที่นำมาเลื่อยเป็นท่อน ๆ รางข้าวหมูซึ่งนำไม้มาขุดทำเป็นรางข้าว มีดหั่นหยวกกล้วยอาหารหมู (ลักษณะโค้งเหมือนพระจันทร์เสี้ยว มีมือถือสองข้าง) ฯลฯ

เครื่องมือประมงชายฝั่ง เช่น เรือ พาย แห เบ็ด อวน ไซ ลอบ กัด หยองตกปู ข้องใส่ปลา ฯลฯ เครื่องมือในการประกอบอาชีพร่อนแร่

ชาวภูเก็ตที่ไม่มีทุนทรัพย์พอแก่การทำเหมืองแร่ สามารถหาแร่เพื่อการยังชีพด้วยการร่อนแร่และขุดหาแร่ในบริเวณนอกเขตสัมปทานที่คาดว่ามีแหล่งแร่ หรือได้รับอนุญาตจากผู้ได้รับสัมปทานในการทำเหมืองแร่ให้ร่อนแร่ท้ายรางเหมืองสูบ ผู้ที่หาแร่ดีบุกด้วยวิธีนี้ ต้องมีใบอนุญาตจากสำนักงานทรัพยากรธรณีจังหวัด ให้ทำการร่อนแร่หรือขุดหาแร่นอกเขตสัมปทานได้ปีต่อปี เครื่องมือที่ใช้หาแร่แบบนี้ได้แก่ เลียงร่อนแร่ เหล็กขุด กะลาใส่แร่ หมวกกุ้ยเล้ย ผ้าโพกหัว เสียม (เหล็กแล่ง) ค้อนแบบตะขอเหล็ก ฯลฯ ปัจจุบันอาชีพนี้ยังคงมีทำกันบ้างเล็กน้อยไม่เหมือนแต่ก่อน ผู้มีทุนทรัพย์จะขอสัมปทานทำเหมือนแร่โดยใช้เครื่องจักรและว่าจ้างคนงาน (ถ้าเป็นระดับกรรมกรจะเรียกว่ากุลีเหมือง)

เหมืองแร่ดีบุกที่นิยมทำกันในสมัยก่อนมีหลายแบบ เช่น เหมืองหาบ เหมืองสูบ เหมืองฉีด เหมืองรู เป็นต้น มายุคหลังประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา กิจการเหมืองแร่ซึ่งดำเนินงานโดยชาวต่างประเทศได้หยุดชะงัก ทำให้ประชาชนบางกลุ่มตื่นตัวเรื่องการทำแร่ในทะเล และนำวิธีการแบบเรือขุดแร่ของบริษัทต่างประเทศมาใช้ คือ เครื่องจักรดูดแร่ในทะเลขึ้นมา ที่มีทุนน้อยก็ใช้วิธีดำน้ำหาแหล่งแร่ เมื่อพบก็ใช้วิธีตักขึ้นมา ซึ่งต้องอาศัยผู้ชำนาญในการดำน้ำ ปัจจุบันแร่ดีบุกกำลังจะหมดไป ฉะนั้นเหมืองแร่ขนาดใหญ่จึงต้องปิดกิจการ ยังคงมีการทำเหมืองแร่กันบ้าง ก็เป็นเหมืองแร่ในทะเล

ความเชื่อในท้องถิ่น

ชาวภูเก็ตมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องไสยศาสตร์ เวทย์มนต์คาถา และสิ่งเร้นลับซึ่งพิสูจน์ไม่ได้ ซึ่งสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ เช่น การตั้งศาลพระภูมิ โดยมีความเชื่อว่าศาลพระภูมิเป็นที่สิงสถิตของวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าที่ หรือเรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า “เจ้าที่เจ้าทาง” เมื่อคนภูเก็ตเข้าครอบครองดินแดนบริเวณใด ก็มักจะทำพิธีบวงสรวงเพื่อเซ่นไหว้เจ้าที่ เพื่อเป็นสวัสดิมงคลและคุ้มครองผู้ที่อยู่อาศัย เมื่อสร้างศาลพระภูมิเสร็จก็จะทำพิธีอันเชิญดวงวิญญาณของเจ้าที่มาสถิต และบวงสรวงด้วยอาหารคาวหวาน ซึ่งมักนิยมทำพิธีในวันเสาร์หรือวันอังคารข้างขึ้น เดือนสี่ นอกจากนี้ ชาวภูเก็ตเชื้อสายจีนจะบูชาเทวดา ที่เรียกว่า “ถี่กง” ซึ่งอัญเชิญไว้ที่หิ้งเล็กๆ ติดไว้ที่เสาบ้านด้านซ้ายมือของตัวบ้าน ทั้งนี้ด้วยเหตุผลประการเดียวคือ เพื่อให้คุ้มครองปกปักรักษาผู้อยู่อาศัยในบ้าน
ความเชื่อในท้องถิ่น
ความเชื่อในท้องถิ่น

ชาวภูเก็ตจะมีการปฏิบัติบางอย่าง เพื่อความเป็นสวัสดิมงคลของลูกหลาน เช่น ชาวภูเก็ตรุ่นเก่ามักจะห้ามมิให้ลูกหลานนอนในเวลาโพล้เพล้ใกล้ค่ำ โดยอ้างว่าตะวันจะข่มดวงตา (หวันขมตา) ตอนเย็นใกล้ค่ำจะไม่ออกมานั่งนอกบ้านหรือทักสิ่งใดๆ ที่ผิดปกติ เพราะเป็นเวลาที่ผี (วิญญาณ) ออกหากิน ให้เวลานั้นผ่านไปเสียก่อนจึงออกไปได้ ห้ามนอนหันศีรษะไปทางทิศตะวันตก เพราะเชื่อว่าคนตายเท่านั้นที่หันศีรษะไปทางทิศตะวันตก ห้ามขานรับเมื่อมีเสียงเรียกในเวลากลางคืน (ดึกๆ ) ห้ามกินผลไม้ที่มีโจแขวนอยู่ เพราะจะทำให้ท้องป่องไม่ยุบ และจะต้องตายในที่สุด ห้ามตัดเล็บในเวลากลางคืน เพราะผีหลังกลวงจะมาเก็บเล็บไปใส่หลังให้เต็ม ห้ามจ่ายเงินในช่วงเวลารับประทานอาหารเพราะเชื่อว่า ถ้าจ่ายในช่วงนั้นจะเก็นเงินทองไม่อยู่ เสร็จธุระเรื่องการกินเสียก่อนค่อยจ่ายเงิน หญิงมีครรภ์จะต้องเอาเข็มซ่อนปลายกลัดติดชายพกไว้เมื่อเวลาเกิดจันทรุปราคา ห้ามชมเด็กว่าน่ารัก สวย ดี ให้กล่าวว่า น่าเกลียดน่าชังแทน เพราะเกรงว่าภูติผีจะมานำตัวเด็กไป เชื่อว่าเด็กตัวร้อน ร้องไห้ และสะดุ้งบ่อยๆ โดยไม่มีสาเหตุเกิดจากวิญญาณบรรพบุรุษมาทัก ความเชื่อเกี่ยวกับการใช้ยากลางบ้าน ยาจากซินแส หรือยาจากการเข้าทรงของร่างทรง ในเรื่องนี้ ไม่ว่าในอดีตหรือปัจจุบัน ภูเก็ตก็ยังคงมีความนิยมอยู่ เช่น ไปเซียมซีขอยาจากศาลเจ้าต่างๆ เมื่อได้ชื่อยาก็จะมาเจียดยาที่ร้านขายยา บางสำนักซึ่งมีการเข้าทรงของวิญญาณต่างๆ จะมีการเตรียมยาต้มไว้ให้ผู้ป่วยอีกด้วย นอกจากนี้ ความเชื่อเกี่ยวกับน้ำมนต์ของหลวงพ่อวัดฉลองที่สามารถรักษาโรคกระดูกได้เป็นอย่างดี ความศักดิ์สิทธิ์ของไม้เท้าหลวงพ่อวัดฉลองที่สามารถรักษาโรคได้ ชี้ให้ปานหรือเนื้องอกหายได้

ส่วนความเชื่อของชาวเล หรือ ชาวน้ำ ซึ่งเป็นกลุ่มชนที่อพยพมาตั้งรกรากอยู่นานจนกลายเป็นชาวภูเก็ตที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นายสุธิวงศ์ พงษ์ไพบูลย์ ได้กล่าวถึงประเพณีลอยเรือของชาวเกาะสิเหร่ว่า ประเพณีนี้เกิดจากความเสี่ยงภัยในการดำเนินชีวิตตามสภาพที่ชนกลุ่มนี้ต้องเผชิญอยู่ แม้ชาวเลจะได้สมญาว่า “เจ้าทะเล” แต่พวกเขาต้องผจญภัยในทะเลเกือบตลอดเวลา และเคยเอาชีวิตสังเวยทะเลเป็นจำนวนไม่น้อย คลื่นลมคือมัจจุราชที่ฉกาจ จึงต้องหันมาพึ่ง “พึ่ง” (ผีฟ้าพวกหนึ่งเชื่อว่าลงมาจากสวรรค์ อาศัยอยู่ในทะเล มีลักษณะเป็นดวงไฟมีสีต่างๆ ) คือ เทพเจ้าแห่งเกาะ ซึ่งเชื่อว่าอาจดลบันดาลทุกสิ่งทุกอย่างให้เกิดขึ้นได้ ชาวเลจึงกระทำพิธีลอยเรือเพื่อขออำนาจเจ้าเกาะมาช่วยคุ้มครอง และขับไล่สิ่งอัปมงคลออกจากเกาะ เป็นความเชื่อที่เกิดเป็นนิสัยฝังลึกจนเกิดเป็นกิจกรรมต่างๆ เริ่มตั้งแต่เสาะหาไม้มาต่อเรือ สลักตุ๊กตาเป็นฝีพาย การทำตุ๊กตาสะเดาะเคราะห์เท่าจำนวนสมาชิกในแต่ละครอบครัว และเข้าร่วมพิธีกรรมตามคำแนะนำของ “โต๊ะหมอ” ผู้นำในการทำพิธีลอยเรือ

ความเชื่อเรื่องการเกิดของชาวเล จะต้องจัดสิ่งของต่างๆ ใส่สอบราด (ราด หมายถึง การให้เงินตอบแทน) สำหรับตั้งราดให้แก่หมอตำแย เพื่อให้การคลอดปลอดภัย ได้แก่ ข้าวสาร 1 กระป๋องเล็ก ด้ายดิบ 1 ขด เทียน 1 เล่ม หมาก 5 คำ พลู 5 ใบ เงินแล้วแต่จะให้ ความเชื่อเรื่องการฝังศพ เมื่อฝังศพผู้ตาย 1 ศพ ต้องปลูกมะพร้าวไว้ 1 ต้น เพื่ออธิษฐานว่าบรรพบุรุษเมื่อตายไปแล้วชีวิตลูกหลานอยู่กันเป็นสุขหรือไม่ ถ้ามะพร้าวงอกงามดีแสดงว่ามีความสุข คนตาย 1 คน จะต้องใช้มะพร้าว 2 ผล ผ่าสังเวยการฝังศพ ศพของผู้ตายจะหันศีรษะไปทางทิศเหนือ เพื่อให้ตรงกันข้ามกับคนที่มีชีวิตอยู่ หลังจากไปร่วมงานศพแล้วล้างมือ ล้างเท้า ให้สะอาด มิฉะนั้นวิญญาณของผู้ตายจะมาหลอกหลอน

การแต่งกายของชาวมุสลิม

การแต่งกายของชาวมุสลิม

การแต่งกายของชาวมุสลิม
การแต่งกายของชาวมุสลิม

กลุ่มคนมุสลิม อาศัยอยู่เป็นชุมชนที่บ้านเกาะแก้ว บ้านบางเทา บ้านบ่อแร่ บ้านหมากปรก บ้านคอเอน บ้านพารา เป็นต้น อาจารย์เกษม กูสลามัต อดีตอาจารย์ใหญ่บ้านบางคู ได้ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับแหล่งที่มาของชาวมุสลิมในภูเก็ตว่า มาจากมาเลเซียและอาหรับ มุสลิมชายที่มาจากสายมาเลเซียมักสวมหมวกหนีบสีดำ มุสลิมชายที่มาจากสายอาหรับ มักสวมหมวกสีขาวในปัจจุบันไม่ค่อยสวมหมวกหนีบ เพราะชาวไทยมุสลิมส่วนใหญ่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ที่ประเทศซาอุดิอารเบีย ได้รับวัฒนธรรมการแต่งกายตลอดจนการสวมหมวก และนำการโพกศีรษะของผู้หญิงเข้ามาด้วย ผู้หญิวส่วนใหญ่ใช้ผ้าคลุมผม แต่งกายมิดชิด ปัจจุบันชาวไทยมุสลิมในภูเก็ตส่วนหนึ่งแต่งกายแบบสากลนิยม โดยเฉพาะหนุ่มสาวที่ทำงานบริษัทห้างร้านต่าง ๆ จะแต่งกายเหมือนชาวภูเก็ตทั่วไป

การแต่งกายของชาวภูเก็ตในชนบท

การแต่งกายของชาวภูเก็ตในชนบท


คนไทยส่วนใหญ่มักอาศัยอยู่นอกเมืองออกไป เช่น บริเวณบ้านฉลอง บ้านป่าตอง บ้านเคียน บ้านดอน บ้านสาคู อาชีพของชาวบ้านทั่วไปส่วนใหญ่ ทำสวน ทำนา ทำไร่ ร่อนแร่ ฐานะค่อนข้างยากจนหรือพอมีพอกิน จากการบอกเล่าของ นายเลียบ ชนะศึก ประธานสภาวัฒนธรรมถลางกล่าวว่า ผู้หญิงที่ค่อนข้างยากจนหรือพอมีพอกิน นิยมนุ่งโจงกระเบน คาดเข็มขัดเงินหรือเข็มขัดหนัง แล้วแต่ฐานะ ผ้าโจงกระเบนเป็นผ้าดำผ้าสีทึบ หรือผ้าลายดอกพิกุล เสื้อคอกลมแขนกระบอก ไม่รัดรูปมากนัก ถ้าเป็นคนเฒ่าคนแก่ก็จะสวมสื้อหลวม ๆ (เฉพาะไปวัดไม่สวมรองเท้า ถือเชี่ยนหรือตะกร้าหมาก) ส่วนเด็กผู้หญิงจนถึงผู้หญิงสาว นิยมนุ่งผ้าถุงเป็นผ้าพื้นหรือผ้าลาย แต่เด็กผู้หญิงจะสวมเสื้อคอกระเช้า

ส่วนหญิงสาวสวมเสื้อตามสมัยนิยม ถ้าออกจากบ้านก็สวมเสื้อสามส่วนเข้ารูป ลักษณะการแต่งกายส่วนใหญ่ก็ได้รูปแบบมาจากภาคกลาง ต่อมาเมื่อคนจนได้เข้ามาในภูเก็ตมากขึ้น คนไทยส่วนหนึ่งก็เปลี่ยนแปลงรูปแบบการแต่งกายโดยรับเอาการนุ่งโสร่งปาเต๊ะมานุ่งแทนผ้าถุงเดิม แต่ลักษณะเสื้อผ้ายังคงเดม ผู้หญิงวัยกลางคนจนถึงสูงอายุ นิยมกระโจมอกอยู่บ้าน สำหรับเด็ก ๆ นุ่งผ้าถุงไม่สวมเสื้อ

สำหรับคนไทยที่เป็นข้าราชการ ก็แต่งกายแบบข้าราชการในราชสำนักทุกประการคือ นุ่งผ้าโจงกระเบน สวมเสื้อกระดุม 5 เม็ด คอตั้ง และมีการเปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะการแต่งกายของแต่ละยุคสมัย เช่น รัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา ข้าราชการชายรุ่งผ้าม่วงสวมเสื้อราชปะแตน ผู้หญิงก็นุ่งซิ่น สวมเสื้อตามแบบพระราชนิยม ข้าราชการพลเรือนไทยเปลี่ยนจากนุ่งผ้าโจงกระเบนนุ่งกางเกงแบบสากล ในสมัยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (หลังพ.ศ. 2475)

การแต่งกายของบาบ๋าในภูเก็ต

การแต่งกายของบาบ๋าในภูเก็ต

การแต่งกายของบาบ๋าในภูเก็ต
การแต่งกายของบาบ๋าในภูเก็ต

บาบ๋า เป็นชื่อที่เรียกลูกผสมที่เกิดจากการแต่งงานระหว่างคนจีนกับคนไทยพื้นเมืองสำหรับลูกผสมที่เกิดจากคนจีนกับคนพื้นเมืองในมาเลเซีย จะเรียกผู้ชายว่า บาบ๋า และเรียกผู้หญิงว่า ย๋าย่า สำหรับในภูเก็ตจะเรียกว่าพวก บาบ๋า ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

การแต่งกายของผู้หญิงบาบ๋าในภูเก็ตนั้นมีวิวัฒนาการการแต่งกายดังนี้ ในสมัยเริ่มแรก ผู้หญิงบาบ๋านิยมแต่งกายด้วยชุดครุย เสื้อครุย มาเลเซียเรียกว่า บาจู บันจัง (Baju Panjang) เป็นเสื้อคลุมยาวครึ่งน่อง ทำด้วยผ้าป่านรูเบีย ผ้าฝ้าย หรือผ้าต่วนนิ่ม ๆ มีสีสันที่หลากหลาย สวมทับเสื้อสั้นคอตั้งสีขาว แขนยาว ตัวเสื้อมีกระดุม 5 เม็ด และกระดุมปลายแขนอีก 2 เม็ด ทำด้วยทองเรียกว่ากระดุมกินตู้น นุ่งโสร่งปาเต๊ะเครื่องแต่งกายชุดนี้นิยมแต่งในโอกาสพิเศษต่าง ๆ ทรงผมนิยมทำผมแบบเกล้ามวยสูงหรือเรียกว่า เกล้ามวยชักอีโบย คือ ดึงผมด้านหน้าตึงเรียบ ด้านข้างโป่งออก 2 ข้าง เรียกว่า อีเปง ประดับมวยด้วยดอกไม้ไหว ปักด้วยปิ่นปักผมทองคำหรือนากปน

ในสมัยต่อมา ผู้หญิงบาบ๋าเปลี่ยนแปลงเสื้อเป็นเสื้อแบบ ยอย่า มาเลเซียเรียกว่า เคบายา (Kabaya) หรือที่นิยมเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ปั่วตึ่งเต้ เป็นเสื้อสั้น ยาวประมาณสะโพก ไม่เข้ารูปจนเกินไป สวมชั้นเดียว ไม่มีเสื้อตัวในเหมือนชุดครุย เสื้อแบบนี้ในระยะแรกนิยมใช้ผ้าลูกไม้ต่อชายเสื้อและปลายแขน (Kabaya Renda) ระยะต่อมาใช้ลายฉลุชายเสื้อและปลายแขนแทนผ้าลูกไม้ (Kabaya Biku) และนิยมฉลุมากขึ้นไม่เฉพาะที่ชายเสื้อและริมปลายแขนเสื้อจะตัดเข้ารูปมากขึ้น

เครื่องประดับ ในระยะแรกยังคงนิยมใช้เข็มกลัดชุดที่เรียกว่า โกสัง ต่อมาจึงมีวิวัฒนาการเป็นเข็มกลัดชุดแบบต่าง ๆ ที่มีขนาดเล็กกว่าชุดโกสัง เป็นรูปดอกไม้ใบไม้และรูปสัตว์ต่าง ๆ สวมกำไลข้อเท้า สวมรองเท้าแตะลูกปัด

สำหรับผู้ชาย จะแต่งกายแบบสากล สวมสูท ผูกเนคไทด์ รองเท้าหนัง

ทรงผม เป็นแบบทรงลานบิน (สีกั๊กท่าว) ตัดหางเปีย หรือทรงรองทรง เมื่อแต่งอยู่กับบ้าน นิยมสวมกางเกงขายาวหรือสั้น สวมเสื้อเชิ้ตหรืออาจเป็นเสื้อยืดคอกลม การแต่งกายของเด็ก เด็กผู้หญิงวัยรุ่นนิยมนุ่งกางเกงชุดเซี่งไฮ้ และ ตึงผ่าว (ชุดยาว) เต่ผ่าว (ชุดสั้น) ส่วนเด็กผู้ชายเล็ก ๆ ตอนกลางวันมักไม่นิยมสวมเสื้อผ้า นิยมเพียงผ้าคาดอกเป็นรูปสามเหลี่ยม 1 ชั้น เรียกว่า ต้อ และแขวนลูกไข่ทองหรือเงิน เป็นสร้อยกระพรวนหรือเงินคาดสะเอวเด็ก สำหรับเด็กหญิงนิยมใส่ ปิ้ง (จับปิ้ง) ทำด้วยทองหรือเงิน

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา การแต่งกายแบบดั้งเดิมหมดไป ความเชื่อและค่านิยมเก่าๆ ค่อยเลือนหายไปจากสังคมชาวภูเก็ต ดังจะเห็นจากวัฒนธรรมการตั้งชื่อของชาวภูเก็ตที่มีเชื้อสายจีน (Baba) ซึ่งจะต้องมีชื่อจีนทุกคน และใช้ชื่อนี้ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน เช่น เมื่อมีลูกผู้หญิงจะนิยมตั้งชื่อว่า บี้โง้ย บี้ห้าย สอจิ้น สอหงีม สอฉิ้ว ลูกผู้ชายก็จะชื่อ เช่งโป้ ฮวดหลาย เฉ่งบ่าน ฮกฮวด ฯลฯ และนามสกุลก็จะเป็นแซ่ปัจจุบันยังคงความเป้นจีนบ้าง โดยใช้ชื่อจีนที่บ้าน ที่โรงเรียนใช้ชื่อไทยและนามสกุลแบบไทยมากขึ้น จนปัจจุบันจะหาคนชื่อจีนนามสกุลจีนยากมากในสังคมภูเก็ต ยกวเน่ชาวภูเก็ตที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป อาจจะยังเรียกชื่อจีนอยู่บ้าง ทั้งนี้เนื่องจากคติชาตินิยม สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ลูกต่างด้าวเสียสิทธิในการประกอบอาชีพ และผลประโยชน์ต่าง ๆ ทำให้ชาวภูเก็ตส่วนใหญ่ต้องเปลี่ยนมาเป็นไทยทั้งชื่อและนามสกุลแต่บางคนยังคงนามสกุลเดิมไว้บ้าง เช่น ลิ่มสกุล เอี๋ยวพานทอง เป็นต้น เพื่อจะได้ทราบแซ่เดิมของตน

นอกจากนี้เนื่องจากการคมนาคมกับกรุงเทพฯสะดวกขึ้น ก็มีการโอนสัญชาติมาเป็นไทย เพื่อจะได้สิทธิต่าง ๆ เท่าเทียมกับคนไทย การแต่งกายก็เป็นแบบสากลไปทั้งหมด อิทธิพลวัฒนธรรมจากภาคกลางเข้ามาแทนวัฒนธรรมจีน มาเลเซีย สิงคโปร์ ค่านิยมการส่งลูกไปเรียนที่ปีนังค่อย ๆ หมดไป คนภูเก็ตส่งลูกไปเรียนกรุงเทพฯแทนเกือบทุกบ้านนิยมให้ลูกหญิงลูกชายได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน เป็นการเปลี่ยนแปลงค่านิยมของบรรพบุรุษชาวจีนที่ว่า ผู้หญิงเรียนไปก็ไม่มีโยชน์ ดังนั้นลักษณะการแต่งกายแบบสากล และไม่สามารถจำแนกความแตกต่างของคนกลุ่มอื่น ๆ กับคนไทยได้สะดวกนัก

กลุ่มคนไทย จัดได้ว่าเป็นคนพื้นเมืองดั้งเดิมกลุ่มหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต เมื่อคนจีนจำนวนมากได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณบ้านทุ่งคา และที่อำเภอกะทู้ กลุ่มคนไทยก็ปะปนอยู่ในกลุ่มคนจีนเหล่านั้น แต่ไม่ค่อยมีบทบาทในสังคมเศรษฐกิจมากนัก เพราะคนจีนส่วนใหญ่มีฐานะดี สามารถรวมตัวเป็นกลุ่มเป็นก้อนมากกว่า และมีวัฒนธรรมที่แข็งกว่าบทบาทของคนไทยในภูเก็ตจึงมีน้อย ฉะนั้นเมื่อกล่าวถึงการแต่งกายในภูเก็ต ทุกคนจึงมองภาพเฉพาะชุดของชาวจีนมากกว่าคนไทยซึ่งเป็นเจ้าของถิ่นเดิม

การแต่งกายของชาวจีนในภูเก็ต

การแต่งกายของชาวจีนในภูเก็ต
แต่งกายของชาวจีนในภูเก็ต
แต่งกายของชาวจีนในภูเก็ต

ผู้หญิงจะแต่งกายเหมือนผู้หญิงจีนมาก คือ นุ่งกางเกงแพรสีดำ เสื้อคอจีนป้ายข้างกระดุมขัดทำด้วยผ้า (กระดุมป้อหลิว) สวมกำไลหยก มีบางคนที่เคร่งครัดต่อประเพณีจีนมาก ก็จะผูกเท้าให้เล็ก ชาวภูเก็ตเรียกว่า ตีนตุก พิธีแต่งงานเจ้าสาวยังคลุมหน้าแบบจีนโบราณ

ผู้ชายจีนในสมัยแรก ยังนิยมไว้ผมเปียยาวแบบชาวแมนจู สวมเสื้อหลวม ๆ สีดำคลุมทับเสื้อยืดคอกลมสีขาว (เสื้อย่น) บางคนนิยมสวมเสื้อคลุมยาว กางเกงนิยมสวมกางเกงจีนหลวม ๆ

วัฒนธรรมการแต่งกายภูเก็ต

วัฒนธรรมการแต่งกายภูเก็ต

วัฒนธรรมการแต่งกายภูเก็ต
วัฒนธรรมการแต่งกายภูเก็ต

เนื่องจากจังหวัดภูเก็ตเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ จึงเป็นสิ่งจูงใจให้คนในภูมิภาคต่าง ๆ อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนนี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งแต่ละกลุ่มต่างมีขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นของตนเอง ฉะนั้นจังหวัดภูเก็ตจึงเป็นพหุสังคม มีวัฒนธรรมผสมผสานในหลายรูปแบบ แต่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ไม่มีปัญหาระหว่างกลุ่มชนทุกคนต่างก็ร่วมแรงร่วมใจในการพัฒนาภูเก็ตให้เจริญก้าวหน้า และพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันนี้

เนื่องมาจากความหลากหลายของกลุ่มชนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในจังหวัดภูเก็ต ทำให้วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตของคนในสังคม มีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปตามลักษณะพื้นฐานดั้งเดิมของชนกลุ่มนั้น เช่น กลุ่มชนชาวจีนที่อาศัยบริเวณถนนถลาง บางเหนียว และที่อำเภอกะทู้ กลุ่มชาวจีนบริเวณนี้จะมีวิถีชีวิตแบบคนจีน มีภาษาพูด มีประเพณี และวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มชาวจีนโดยเฉพาะ

กลุ่มชาวไทยพุทธ อาศัยกระจัดกระจายออกไปนอกตัวเมือง ปะปนอยู่ในหมู่คนจีนบ้างและที่อยู่เป็นกลุ่มเป็นพวก เช่น คนไทยที่บ้านตะเคียน บ้านดอน บ้านพอน บ้านสาคูและบ้านเหรียง เป็นต้น

ชาวไทยมุสลิม อาศัยอยู่ริมทะเล บริเวณอ่าวมะขาว บ้านกมลา บ้านบางเทา บ้านคอเอน ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลบริเวณบ้านราไวย์ และเกาะสิเหร่ ฉะนั้นการศึกษาถึงลักษณะการแต่งกายของชาวภูเก็ตจะเป็นในรูปแบบใด ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนเพียงอย่างเดียวนั้น คงจะเป็นการยากที่จะเจาะจงลงไป หากกำหนดการแต่งกายของชาวภูเก็ต จะต้องนำเอาการแต่งกายของกลุ่มคนชาวภูเก็ตมาประยุกต์เป็นแบบใหม่ที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วกัน

ความเป็นมาของการแต่งกายชาวภูเก็ต ซึ่งจำแนกตามกลุ่มคนที่เข้ามาตั่งถิ่นฐานได้ดังนี้

กลุ่มชาวจีน กลุ่มแรกนั้นเป็นจีนโพ้นทะเลซึ่งอพยพมาจากประเทศจีนทางตอนใต้นื่องจากความแห้งแล้งจากภัยธรรมชาติ และสงครามกลางเมืองจีน (ราวปลายศตวรรษที่ 18 ต้นศตวรรษที่ 19) ชาวจีนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายที่ออกมาแสวงโชค ส่วนชาวจีนที่เข้ามาทางภาคใต้ฝั่งตะวันตก เป็นกลุ่มชาวจีนฮกเกี้ยนจากเมืองเอ้หมึง มาตั้งถิ่นฐานบริเวณภูเก็ต ตรัง ระนอง เข้ามาในฐานะกุลีรับจ้างทั่วไป ส่วนใหญ่จะเป็นกุลีเหมือง บ้างก็ประกอบอาชีพประมง การแต่งกายในยุคนี้ก็เป็นการแต่งกายของชาวจีนเหมืองทั่วไป โดยใช้เสื้อผ้าสีดำ หรือน้ำเงินแก่ เนื้อหยาบ เรียก “ผ้าต่ายเสง” เนื่องจากชาวจีนเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้นำครอบครัวมาด้วย เมื่อมีที่อยู่มั่นคงขึ้น ส่วนหนึ่งจึงสมรสกับผู้หญิงไทยในภูเก็ต บ้างก็เดินทางไปรับครอบครัวมาจากเมืองจีนมาตั้งถิ่นฐานถาวรในภูเก็ต

บ้านเรือนแบบชิโน-โปรตุกีส

บ้านเรือนแบบชิโน-โปรตุกีส


ชิโน หมายถึง จีน โปตุเกส หมายถึง โปตุเกส การที่เรียกชื่อลักษณะบ้านแบบนี้ เพราะรูปแบบการสร้างบ้านตามแบบตะวันตก แต่สิ่งตกแต่งภายในเป็นแบบจีน บ้านแบบนี้เป็นบ้านของชาวจีนในภูเก็ตที่อพยพมาจากปีนัง หรือเรียกว่า โคโลเนียนสไตล์ หรือ สไตน์อาณานิคม เพราะเป็นลักษณะวัฒนธรรมการสร้างบ้านของอังกฤษที่นำมาใช้ในอาณานิคม ใช้วัสดุราคาแพง และบางครั้งต้องสั่งวัสดุมาจากต่างประเทศ เช่น ประเทศอังกฤษ ประเทศอิตาลี ส่วนใหญ่เป็นบ้านของนักธุรกิจที่ต้องเดินทางไปติดต่อค้าขายกับปีนัง ในสมัยนั้นการคมนาคมระหว่างภูเก็ต-กรุงเทพฯ ไม่สะดวก มีความยากลำบากมาก การติดต่อค้าขายกับปีนังจะสะดวกกว่า และพอใจลักษณะบ้านที่นิยมปลูกกันมากในปีนัง จึงนำรูปแบบมาสร้างบ้านของตนเองในภูเก็ต ลักษณะบ้านที่สร้างในภูเก็ตที่ 2 แบบคือ แบบเป็นอาคารเดี่ยวๆ เรียกว่า อั้งม่อหลาว และ อาคารแบบห้องแถว บริเวณถนนถลาง ถนนพังงา ถนนดีบุก อาคารแบบห้องแถวจะเป็นตึกแถว 2 ชั้น ด้านหน้าของตึกชั้นล่างจะมีทางเดินต่อเนื่องถึงกันโดยตลอด นับเป็นทางเท้าที่เป็นลักษณะเด่นของอาคารแบบนี้เรียกว่า “หง่อกากี่” เป็นทางเดินที่กันแดด กันฝน ได้เป็นอย่างดี ถนนถลางจึงถูกจัดไว้เป็นถนนสายวัฒนธรรม

ลักษณะบ้านแบบนี้เป็นแบบผสมระหว่างสถาปัตยกรรมจีนกับสถาปัตยกรรมโปตุเกส คือแปลนอาคารภายใน แบ่งออกเป็นช่วงๆ แต่ละช่วงจะมีช่องสำหรับให้แสงสว่างตามธรรมชาติส่องลงมาได้ (ภูเก็ตเรียก “ฉิ่มแจ้”) ช่วยให้มีอากาศหมุนเวียนภายในอาคาร โครงสร้างเป็นตึกก่ออิฐหรือเทคอนกรีตแบบยุโรป มีหน้าต่างหรือเฉลียงยื่นออกมาจากตัวบ้าน กรุบานหน้าต่างหรือประตูกระจกสี มีการตกแต่งลวดลายตามขอบประตู และหน้าต่าง หัวเสามีลักษณะเป็นเสาแบบยุโรป คือ ลักษณะเสาแบบ ดอริค (Doric) และ โครินเธียน (Corinthian) ระหว่างเสาจะมีลักษณะเป็นประตูโค้งแบบโรมัน ด้านหน้าจะประดับด้วยลายปูนปั้นแบบจีน กระเบื้องปูพื้นเป็นกระเบื้องแบบฝรั่ง แต่หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผาแบบทรงกระบอกผ่าซีก