วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

นางจิ้ว ประโมงกิจ

นางจิ้ว ประโมงกิจ

นางจิ้ว ประโมงกิจ
นางจิ้ว ประโมงกิจ

นางจิ้ว ประโมงกิจ สืบเชื้อสายมาจาก เผ่าโอรังลาโอด ซึ่งเป็นกลุ่มชนดั้งเดิมที่เร่ร่อนอยู่ในทะเลอันดามัน และได้มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เกาะสิเหร่ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต สมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี ได้พระราชทานนามสกุลใหม่ให้เผ่าชาวเลใต้ที่เกาะสิเหร่ว่า “ประโมงกิจ” ครอบครัวนายอาจ และ นางจำปา จึงได้ใช้นามสกุล “ประโมงกิจ” นางจิ้ว ประโมงกิจ เป็นบุตรีคนสุดท้อง เร่ร่อนตามพ่อและแม่ ทำมาหากินในท้องทะเลอันดามัน ยามว่างก็มีโอกาสเรียนการร่ายรำที่เรียกว่า “รองเง็ง” จากยายปาซิ้ว ซึ่งเป็นผู้มีความสามารถรำรองเง็งของกลุ่มชาวเล ผู้ที่สามารถจำบทเพลง และท่วงทำนองการร่ายรำได้มากที่สุด นางจิ้ว จึงได้รับความไว้วางใจให้เป็นแม่แบบ ในการถ่ายทอดท่ารำให้แก่ครู นักเรียน ในโรงเรียนต่างๆ เช่น โรงเรียนสตรีภูเก็ต โรงเรียนพิบูลสวัสดี โรงเรียนบ้านเกาะสิเหร่ โรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญา เป็นต้น

ผลงานและรางวัลที่ได้รับ

1. ได้รับรางวัลชนะเลิศในการรำรองเง็งของจังหวัดสตูล เมื่อ พ.ศ.2520
2. เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รำรองเง็งถวายในพระตำหนักสวนจิตรลดา เมื่อปี พ.ศ.2521
3. รำรองเง็งถวาย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อพระองค์เสด็จเยี่ยมเผ่าชาวเลใต้ ที่เกาะสิเหร่ พ.ศ.2533
4. นักอนุรักษ์มรดกไทยดีเด่น สาขาดนตรีและนาฏศิลป์ ประจำปี พ.ศ.2535 ของคณะอำนวยการวันอนุรักษ์มรดกไทย
5. รับพระราชทานโล่และเข็มเกียรติคุณอนุรักษ์มรดกไทย จาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อ 17 กรกฎาคม 2535 ณ พระตำหนักสวนจิตรลดา กรุงเทพมหานคร
6. ได้ดำเนินงานทางด้านการร้อง และรำรองเง็ง เพื่อนันทนาการบันเทิง มาตั้งแต่ พ.ศ.2488 จนถึงปัจจุบัน หากนับในช่วงวัยรุ่นที่ร่วมรำกับคณะรองเง็งชุดเก่าก็มากกว่า 50 ปี
7. เป็นหัวหน้าคณะรองเง็งชาวเกาะสิเหร่ที่มีชื่อเสียงมาก
8. มีความสามารถในการดั้นกลอนสดเป็นทำนองเพลงรองเง็ง มีปฏิภาณไหวพริบที่ต่อกลอนเพลงรองเง็ง ในช่วงวัยรุ่นและวัยสาว สามารถรำ “ลงตงห้อย” อันเป็นนาฏศิลป์รองเง็งที่ยอดเยี่ยม สามารถร้องเพลงรองเง็งนับเป็นร้อยๆ เพลงโดยไม่ซ้ำเนื้อเพลงได้ตลอดทั้งคืน

ชื่อเพลงที่คณะรองเง็งของนางจิ้ว ประโมงกิจนิยมร้องขณะเต้นรองเง็ง ได้แก่
วูก้าลากูตัว มะอีนัง อะนะอีกั้น (อะนะ-ลูก อีกั้น-ปลา)
บุรงบูเต้ (บุรง-นก บูเต้-ขาว)
อายัมดิเด๊ะ (ไก่ชนหรือไก่แจ้)
เจ๊ะมามาด (นายมะหะหมัด)
สปาอีตู้ (นั่นใคร)
ตะล็อกต๊อกต๊อก ยีวา มะแน
(ยีวา-หญิง มาแนะ- หน้าหวาน)
ซิตี้ปาโยง (ซิตี้-นางปาโยง-กางร่ม)
เจ๊ะซูโร่ง ซิราเยาะ ประฮูงาซิเจ๊ะ ปากูแกลั่ง ราไวย์แประ สิเรปีนัง สายันกาโยะซำปาย่า ลิงั่งกังโก่ง งีเละ ตารังบุหลัน (ชมเดือน)
สปันกาโย (พายเรือจีบกัน)
โอลานัง (จีบสาว)
เจะโซโล๊ะ(ลูกคนสุดท้อง)
ซูปะอีตู้ (เพื่อนกัน)
นาซิอีนัง (เต้นระบำ)
ตะลักตักตัก (เต้นให้-มันสนุกสนาน)
ซินาโน่ง (บทแปลของเพลง)
หัดสั้นตันโย้ง (เป็นเพลงที่ชาวเลร้องเป็นครึ่งภาษาไทย ปนภาษาชาวเล)
ตาร่าย (เป็นเพลงที่บรรเลงล้วนๆ ไม่มีเนื้อร้อง)
หาดยาว ลินติ้ง ซาเจ้าะ ลากี้ อะซัมปาย่า (เด็ดลูกระกำ)
ซุปาอีตู้ โอสานัง (รักกันวอนขอช่วย)
บุรงติมัง (นกสมดูล)
ยีวามานี่ (หญิงอ่อนโยน)
ปลาฮูงาจิ (เรือลำใหญ่ในเลถูกคลื่นใหญ่)
ปากูแกลัง (ต้นไม้ชนิดหนึ่งกินผลแล้วเมา)
สิเรปีนัง (หมากพลู) เป็นต้น

เมื่อ เปี๊ยก โปสเตอร์ สร้างภาพยนตร์เรื่อง “สะพานรักสารสิน” ได้เชิญ นางจิ้ว ประโมงกิจ นำคณะรองเง็งเกาะสิเหร่เข้าแสดง และมีโอกาสร่วมแสดงละครโทรทัศน์เรื่อง “มัสยา” และรายการบ้านทุ่งพัฒนา

นางจิ้ว ประโมงกิจ ผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็น “แม่เพลงแห่งฝั่งทะเลอันดามัน”

นายไชยยุทธ ปิ่นประดับ

นายไชยยุทธ ปิ่นประดับ

นายไชยยุทธ  ปิ่นประดับ
นายไชยยุทธ  ปิ่นประดับ

นายไชยยุทธ ปิ่นประดับ เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญ ในการผลักดันประเพณีกินผัก ให้เป็นประเพณีประจำจังหวัดภูเก็ต และบรรจุไว้ในแผนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์วิถีชีวิตชาวเหมืองแร่ขึ้นที่โรงเรียนบ้านกะทู้

นายไชยยุทธ ปิ่นประดับ เกิดเมื่อปี พ.ศ.2481 ที่หมู่บ้านทุ่งทอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต มีบุตรธิดารวม 3 คน เป็นหญิง 1 คน ชาย 2 คน จบการศึกษาภาคบังคับระดับประถมศึกษา (ป.4) จากโรงเรียนบ้านบางทอง เมื่อปี พ.ศ.2495

หลังจากจบการศึกษาแล้วได้เข้าทำงานที่ บริษัทอนุภาษและบุตร บริษัทกะทู้ตินเทรดดิ้ง เทศบาลเมืองภูเก็ต องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต บริษัทติลก ได้มีโอกาสไปดูงาน และฝึกงานเครื่องจักรที่เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น แล้วมารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัทบูกิ๊ตคาร์ปอเรชั่นซึ่งเป็นธุรกิจในเครือญาติ กำจัดแมลง มด ปลวก ฯลฯ ต่อมามีปัญหาเรื่องสุขภาพ จึงลาออกมาทำงานส่วนตัว และทำงานช่วยเหลือสังคม

ผลงานทางสังคมตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ได้แก่

1. กรรมการการศึกษา การศาสนา และวัฒนธรรม อำเภอกะทู้
2. คณะทำงานจัดโซนประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต
3. คณะทำงานเพื่อสร้างศิลาจารึก หรือวัตถุโลหะจารึกเฉลิมพระเกียรติฯ
4. อนุกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ จังหวัดภูเก็ต
5. อนุกรรมการวัฒนธรรม ภาค 4
6. อนุกรรมการบริหารสภาวัฒนธรรม
7. รองประธานสภาจังหวัดภูเก็ต
8. ประธานสภาวัฒนธรรม อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต

นายไชยยุทธ ปิ่นประดับ เป็นผู้เสนอให้มีการจัดตั้งตำรวจท่องเที่ยว ค้นคว้าข้อมูลและผลักดันให้มีประเพณีการกินผักอยู่ในแผนการท่องเที่ยว จนได้รับการจารึกไว้ในทำเนียบในฐานะผู้มีความรู้ความ สามารถของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

นอกจากจะไปศึกษาวัฒนธรรม และประเพณีการกินผักที่ประเทศจีนแล้ว ยังได้จัดทำพิพิธภัณฑ์แร่ดีบุกที่โรงเรียนบ้านกะทู้วิทยาอีกทางหนึ่งด้วย

นายไชยยุทธ ปิ่นประดับ ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์มกงกุฎไทยชั้น 5 ได้รับโล่เกียรติยศในฐานะ “นักธุรกิจตัวอย่างแห่งปี”

นายไชยยุทธ ปิ่นประดับ ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ขุมทรัพย์วัฒนธรรมกะทู้”

นายประชา ตัณฑวนิช

นายประชา ตัณฑวนิช

นายประชา  ตัณฑวนิช
นายประชา  ตัณฑวนิช

นายประชา ตัณฑนิช เป็นเจ้าของคฤหาสน์ “บ้านชินประชา” ถนนกระบี่ ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบเก่า เป็นผู้เก็บรักษามรดกเก่าล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ และโบราณวัตถุอีกมากมาย เพื่อการศึกษาโดยเฉพาะ

นายประชา ตัณฑวนิช เป็นชาวภูเก็ต เกิดเมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ.2472 เป็นบุตรของ ขุนชิณสถานพิทักษ์ ได้รับการศึกษาเบื้องต้นจากโรงเรียนปลูกปัญญา และระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย จากนั้นได้ไปศึกษาที่ ประเทศสิงคโปร์ และฝึกฝนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา

เมื่อกลับประเทศไทย ได้เริ่มทำงานครั้งแรกที่เหมืองแร่ที่บางเทาเมื่อปี พ.ศ.2486 จากนั้นได้เป็นผู้จัดการเหมืองแร่ที่บางเนียง อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เป็นหัวหน้าฝ่ายระเบิดหินที่ บริษัทบูรพาเศรษฐกิจ และย้ายไปอยู่ที่ บริษัทฟาร์อีสต์คอนสตรัคชั่น เคยเป็นครูพละที่โรงเรียนดาวรุ่งวิทยา เมื่อออกจากการเป็นครูแล้ว ไปเป็นหัวหน้าสำรวจแร่ตามจังหวัดต่างๆ หลายแห่ง

ผลงานที่สำคัญ

1. อนุรักษ์คฤหาสน์ “บ้านชินประชา” อันเป็นสถาปัตยกรรมเก่าแก่ของจังหวัดภูเก็ต ให้คงความสมบูรณ์ เพื่อเก็บไว้ให้ผู้สนใจที่จะศึกษาได้เข้าไปศึกษาโดยไม่คิดมูลค่า พร้อมให้คำอธิบายความเป็นมาอย่างเป็นกันเอง
2. สะสมโบราณวัตถุอันมีค่าทางวัฒนธรรมเป็นจำนวนมาก เช่น เครื่องเงิน เงินเหรียญ เครื่องเคลือบ โต๊ะ เก้าอี้ โอ่ง เสื้อผ้า เสี่ยหนา เตียงโบราณ รองเท้าโบราณ วัตถุโบราณเหล่านี้เป็นเครื่องใช้ที่หาดูได้ยากในปัจจุบัน การได้เข้าไปศึกษาบ้านของ นายประชา จะสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ สภาพบ้านเรือนของชาวภูเก็ตในอดีตได้อย่างชัดเจน นับเป็นแหล่งวิทยาการสำคัญอีกแห่งหนึ่งในท้องถิ่น

จากการที่นายประชามีบ้านที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และโบราณวัตถุอื่นๆ ทำให้นายประชาได้รับการติดต่อจากนิตยสารสารคดี ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อจะจัดทำสารคดีทางวิชาการออกเผยแพร่สู่สายตาประชาคมโลก นอกจากนี้ ภาพยนตร์ต่างประเทศหลายบริษัท มาขอความร่วมมือจากนายประชาเพื่อใช้บ้านเป็นฉากในการถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น Golden Village และ Heaven and Earth บ้านชินประชา จึงเป็นสถานที่ที่ให้การศึกษาแก่นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจในการอนุรักษ์โบราณสถาน และโบราณวัตถุ ใช้เป็นสถานที่ฝึกอบรมบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ทุกครั้งที่มีผู้มาติดต่อเข้าชม นายประชาและภรรยาจะพยายามปลีกตัวจากธุรกิจมาให้คำอธิบาย และต้อนรับด้วยตัวเองเสมอ

จึงนับได้ว่า นายประชา เป็นบุคคลที่ได้อุทิศตน เพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างแท้จริง ได้รับพระราชทานโล่และใบประกาศเกียรติคุณ ในฐานะนักอนุรักษ์พิทักษ์วัฒนธรรมไทย จาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในปี พ.ศ.2537 นายประชา ตัณฑวนิช ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2549

นายเฉ่ง เลิศกิจสมบูรณ์

นายเฉ่ง เลิศกิจสมบูรณ์

นายเฉ่ง  เลิศกิจสมบูรณ์
นายเฉ่ง  เลิศกิจสมบูรณ์

รูปเคารพที่ชาวภูเก็ตเรียกว่า “พระจีน” เป็นประติมากรรมที่ช่างได้แกะสลักให้แก่ผู้ศรัทธานำไปไว้ที่หิ้งปะจำบ้าน หรือไว้ที่ศาลเจ้า (อ๊าม) มีประติมากรรมจำนวนไม่น้อยที่เป็นฝีมือของประติมากร เฉ่ง เลิศกิจสมบูรณ์ ผู้สร้างสรรค์ผลงานด้านประติมากรรม จนสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติได้ยกย่องให้เป็น “ผู้ที่มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม ภาคใต้ สาขาการช่างฝีมือ (การแกะสลัก) ประจำปี พ.ศ.2532”

จากอาชีพเดิมตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ คือ ถีบสามล้อรับจ้าง มีสถานที่พักผ่อนประจำคือ ศาลเจ้า (อ๊าม) ต่างๆ จึงทำให้ได้พบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับบุคคลอื่นๆ หลากหลายอาชีพ ประกอบกับเป็นผู้มีความสนใจในสิ่งก่อสร้างหรือสถาปัตยกรรมตามศาลเจ้า และรูปทรงพระจีนประจำศาลเจ้าเป็นอย่างมาก จนทำให้ชีวิตหันเหมาประกอบอาชีพทางด้านการก่อสร้าง และมีความสนใจในศิลปะการแกะสลัก จึงได้ยึดเป็นอาชีพในเวลาต่อมา ทั้งนี้โดยอาศัยการฝึกฝนเรียนรู้ด้วยตนเอง และได้รับการแนะนำจากบุคคลต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นกรรมกรเหมืองแร่และคนจีนที่มีความรู้เรื่องพระจีนอยู่บ้าง จึงสามารถปรับปรุง พัฒนาการแกะสลัก การทำลวดลายจนเป็นที่เลื่องลือรู้จักทั่วไป ตอนเริ่มต้นงานใหม่ๆ ได้ใช้บริเวณส่วนหนึ่งของศาลเจ้าเป็นที่ทำงาน ต่อมาเห็นว่าไม่ค่อยสะดวกประกอบกับภารกิจที่เพิ่มขึ้น จึงเปลี่ยนไปใช้ที่พักเป็นที่ทำงาน

ผลงานทางช่างฝีมือมีจำนวนมาก ได้แก่
1. จัดทำลวดลายฮวงซุ้ยของบรรดาหคบดีในจังหวัดภูเก็ต และจังหวัดอื่นๆ
2. จัดทำลวดลาย ประตูศาลเจ้าต่าง ๆ ในจังหวัดภูเก็ต
3. จัดทำลวดลาย ประกอบอาคารที่พักอาศัยของบรรดาคหบดีในจังหวัดภูเก็ต
4. แกะสลักพระจีน และทำลวดลายบนรูปพระจีน ตั้งแต่รูปขนาดเล็กมาประมาณเท่าหัวแม่มือ จนถึงขนาดโตกว่าคนจริง

ปัจจุบัน พระจีนที่มีอยู่ในศาลเจ้าขนาดใหญ่ในจังหวัดภูเก็ต เช่น ศาลเจ้าปุดจอ ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ย ศาลเจ้าเทพราศี ศาลเจ้าม่าจอโป๋ ศาลเจ้าท่าเรือ ศาลเจ้ากะทู้ เป็นต้น เป็นผลงานของ นายเฉ่ง เลิศกิจสมบูรณ์ มากกว่าร้อยละ 90 นอกจากนี้ยังมีอยู่ตามอาคารบ้านเรือนที่เจ้าของบ้านมีความเลื่อมใสศรัทธา มีไว้สักการบูชาอีกเป็นจำนวนมาก ทั้งยังมีผลงานปรากฏอยู่ในจังหวัดใกล้เคียง เช่น จังหวัดพังงา กระบี่ ระนอง และตรัง อีกมาก แม้แต่ในต่างประเทศ เช่น สหพันธรัฐมาเลเซีย ก็มีหลายรูปเช่นกัน ประมาณว่าผลงานทั้งหมดเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่า 3,000 รูป

นายเฉ่งได้คิดประดิษฐ์วิธีทำลวดลายพระจีนด้วยวัสดุ และรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตนขึ้น ซึ่งมีความประณีตสวยงามยิ่งนัก นอกจากนี้ ยังได้แกะสลักไม้จวงเป็นรูปเจ้าแม่กวนอิม ขนาดสูง 1 ฟุต เป็นจำนวนมากแก่ผู้ศรัทธา ความศรัทธาที่จะแกะสลักรูปเจ้าแม่กวนอิมขนาดเล็ก เกิดขึ้นกว่า 10 ปีที่แล้ว ในเทศกาลกินผักในปี พ.ศ.2533 นายเฉ่ง เลิศกิจสมบูรณ์ ได้ใช้ความสามารถ สร้างเครื่องมือด้วยเข็มเป็นมีดและสิ่ว ใช่แว่นขยายติดกับฝากระป๋องนม เพียรพยายามแกะสลักรูปเจ้าแม่กวนอิมด้วยไม้จันทร์หอมได้เป็นผลสำเร็จถึง 3 องค์ เป็นองค์เจ้าแม่กวนอิมที่มีขนาดเล็กที่สุด คือ สูง 14.2 มม. กว้าง 6.2 มม. (ขนาดเท่าความยาวของเมล็ดข้าวสาร) ประทับนั่งคุกเข่าซ้าย ขันเข่าขวา อยู่บนดอกบัวบานทรงกลมรี ขนาดกว้าง 6 มม. ยาว 9.2 มม. กลีบบัวกว้าง 1.1 มม. พระหัตถ์ซ้ายถือขวดน้ำมนต์ พระหัตถ์ขวาวางบนเข่าขวา นายเฉ่ง เลิศกิจสมบูรณ์ จึงได้ชื่อว่าประติมากรที่สามารถสร้างงานประติมากรรมแกะสลักไม้จันทร์หอมรูปเจ้าแม่กวนอิม หรือเทพีแห่งความกรุณาได้ขนาดเล็กที่สุด

นายเฉ่ง เป็นบุคคลที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ รู้จักดัดแปลง และพัฒนางานทางช่างฝีมือตลอดมา นอกจากมีผลงานการก่อสร้าง ทำลวดลายจีน และแกะสลักพระจีนแล้ว นายเฉ่ง เลิศกิจสมบูรณ์ยังได้คิดประดิษฐ์เครื่องมือขูดมะพร้าวชนิดสมบูรณ์แบบขึ้นเป็นครั้งแรก ประมาณ 20 ปีมาแล้ว ก่อนหน้านั้นการขูดมะพร้าวตามบ้านมักใช้กระต่ายขูดมะพร้าว (ภูเก็ตเรียก “เหล็กขูด”) โดยทั่วไป มักใช้เครื่องขูดชนิดโต๊ะ ซึ่งต้องนำผลมะพร้าวมากะเทาะเอาเฉพาะเนื้อมะพร้าว ใส่เครื่องทีละชิ้น กว่าจะเสร็จก็เสียเวลานานมาก นายเฉ่ง เลิศกิจสมบูรณ์ ได้ประดิษฐ์เครื่องขูดมะพร้าวแบบที่สามารถขูดมะพร้าวได้ทั้งซีก (ไม่ต้องกะเทาะเฉพาะเนื้อ) ได้มีผู้มาว่าจ้างให้ขูดมะพร้าวและศึกษารูปแบบเครื่องขูดมะพร้าวนี้เป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นประมาณ 4-5 ปี เครื่องขูดมะพร้าวรูปแบบนี้ได้มีผู้ประดิษฐ์ตามในเชิงการค้ามีวางจำหน่ายทั่วไป

นายสกุล ณ นคร

นายสกุล ณ นคร

นายสกุล  ณ  นคร
นายสกุล  ณ  นคร

นายสกุล ณ นคร เป็นชาวภูเก็ตโดยกำเนิด เป็นนักเขียนอิสระที่เขียนเรื่องราวในหลายรูปแบบทั้งบทความทางวิชาการ บทวิจารณ์ ผลงานที่โดดเด่นคือ บทความเรื่องโรงงานแทนทาลั่ม น้ำลดตอผุด และที่ดินท่าฉัตรไชย 2,800 ไร่ ผลประโยชน์ที่พึงได้ เป็นต้น นายสกุล ณ นคร เคยรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาจังหวัดภูเก็ตถึง 6 สมัย

ผลงานอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น

1. เป็นกรรมการก่อสร้างอนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี-ท้าวศรีสุนทร เมื่อปี พ.ศ.2509
2. เป็นนักเขียนสารคดีคนสำคัญของท้องถิ่น และเป็นนักหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นและส่วนกลาง มาตั้งปี พ.ศ.2495 จนถึงปัจจุบัน
3. ในปี พ.ศ.2527 ได้รับเลือกให้เป็นประธานกลุ่มผู้สนใจประวัติศาสตร์เมืองภูเก็จ ดำเนินงานจนกระทั่งจังหวัดภูเก็ตจัดงานฉลอง 200 ปี วีรสตรีเมืองถลาง ในปี พ.ศ.2528
4. เป็นประธานอุนกรรมการกิจกรรมทางประวัติศาสตร์ ซึ่งมีโครงการในความรับผิดชอบใน 7 โครงการ และเป็นผู้ประสานการจัดแสดงละครทางประวัติศาสตร์เรื่อง “เลือดถลาง” อันเป็นละครประกอบแสงเสียงครั้งแรกในจังหวัดภูเก็ต
5. เป็นวิทยากรบรรยาย อบรม ให้หน่วยงานต่างๆ เป็นประจำตลอดมา สำนักงานคณะกรรมการแห่งชาติได้ยกย่องเชิดชูเกียรติ นายสกุล ณ นคร เป็น ผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรมภาคใต้ สาขามนุษยศาสตร์ ประจำปี พ.ศ.2532 และบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากสถาบันราชภัฏภูเก็ต โปรแกรมวัฒนธรรมศึกษา ในปี พ.ศ. 2537
6. ผลงานหนังสือ “ตามรอยประวัติศาสตร์ที่ยังมีลมหายใจ”

พระยาราชกปิตัน (ฟรานติส ไลท์)

พระยาราชกปิตัน (ฟรานติส ไลท์)

พระยาราชกปิตัน (ฟรานติส ไลท์)
พระยาราชกปิตัน (ฟรานติส ไลท์)

ฟรานซิส ไลท์ เป็นชาวอังกฤษ เข้ามามีบทบาทในแหลมมลายู ได้เป็นเจ้าเมืองปีนังคนแรก เป็นที่นับถือของเจ้าเมืองต่างๆ ในแหลมมลายู ฟรานซิส ไลท์ เคยเข้ามาพักที่เมืองถลาง มีความคุ้นเคยกับครอบครัวท้าวเทพกระษัตรีเป็นอย่างดี ดังความปรากฏในจดหมายเหตุเมืองถลางฉบับต่างๆ ฟรานซิส ไลท์ กระทำความดีความชอบจนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “พระยาราชกปิตัน”

ฟรานซิส ไลท์ ได้ศึกษาในโรงเรียนนายเรือ และได้ประจำอยู่ในเรือ H.M.S Arrogant เป็นนายเรือพาณิชย์ สังกัดบริษัทอินเดียตะวันออก ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่เบงกอล ประเทศอินเดีย ได้เข้ามาค้าขายติดต่อกับเมืองต่างๆ รวมทั้งเมืองถลางด้วย ฟรานซิส ไลท์ ได้แต่งงานกับชาวถลางซึ่งเป็นลูกครึ่งโปรตุเกส-ไทย ชื่อ มาร์ติน่า โรเซลล์ ราวปี พ.ศ.2315 (ค.ศ. 1772) มีบุตรด้วยกัน 5 คน ชาย 2 คน หญิง 3 คน คนโตเป็นหญิงชื่อ ซาราห์ คนที่ 2 เป็นชายชื่อ วิลเลี่ยม ลูกสาวอีก 2 คน ชื่อ แมรี่ และ แอน บุตรชาย คนเล็ก ชื่อ ฟรานซิส ลานูน ไลท์ อาชีพของฟรานซิส ไลท์ คือการค้าขายและเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับการค้าดีบุก เป็นที่รู้จักนับถือแก่บรรดาเจ้าเมืองต่างๆ และเป็นที่พึ่งเป็นอย่างดี โดยเฉพาะกับ พระยาถลาง (พระยาพิมลขัน) และครอบครัว

ฟรานซิส ไลท์ มิได้เข้ามาเพื่อทำการค้าเพียงอย่างเดียว เขาสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับการเมืองด้วย นอกจากเป็นผู้แสวงหาผลประโยชน์ให้กับบริษัทอินเดียตะวันออกแล้ว ฟรานซิส ไลท์ มีความคิดที่จะเอาเกาะถลางเป็นอาณานิคมของอังกฤษ เพราะเกาะนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ดีบุก แต่ก็เปลี่ยนใจ ไม่ยึดเมืองถลาง เพราะเกิดสงครามระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสเสียก่อน และประจวบกับพระยาถลางถึงแก่กรรมเหลือแต่ภรรยาอังกฤษเห็นว่าชาวภูเก็ตต้องการอิสระ และไม่ชอบถูกชาติอื่นปกครอง หรืออาจจะเห็นว่าเมืองถลางป้องกันภัยยากกว่าปีนัง ประกอบกับอังกฤษได้ปีนังซึ่งมีที่จอดเรือที่ดีกว่า เมื่อได้เกาะปีนังแล้วก็ตั้งชื่อใหม่ว่า “เกาะพริ้นซ์ ออฟ เวลล์” ฟรานซิส ไลท์ ได้สร้างความเจริญให้กับปีนังอย่างมากมาย ผู้คนต่างอพยพเข้ามาอยู่ที่เกาะปีนัง

พระยาเพชรคีรีศรีพิชัยสงครามรามคำแหง (เทียน)

พระยาเพชรคีรีศรีพิชัยสงครามรามคำแหง (เทียน)
พระยาเพชรคีรีศรีพิชัยสงครามรามคำแหง (เทียน)

ในพงศาวดารเมืองถลาง ได้กล่าวถึง พระยาถลาง (เทียน) ว่า เป็นบุตรหม่อมภักดีภูธรกับท่านผู้หญิงจัน มีพี่สาว 1 คน ชื่อ ปราง พระยาถลาง (เทียน) เกิดที่เมืองตะกั่วทุ่ง และได้อยู่ที่เมืองตะกั่วทุ่งจนกระทั่งหม่อมศรีภักดี ถึงแก่กรรม จึงได้ตามมารดามาอยู่ที่บ้านตะเคียน พระยาถลาง (เทียน) เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการต่อสู้กับพม่า ในศึกถลาง ปี พ.ศ.2328

ในขณะที่พระยาถลางพิมล (ขัน) บิดาเลี้ยงได้ปกครองเมืองถลาง พระยาถลาง (เทียน) ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น เมืองภูเก็ต (จากหลักฐานจดหมายเหตุเมืองถลางใช้ “จ” สะกด) เป็นเจ้าเมืองภูเก็ต เมื่อบิดาเลี้ยงถึงแก่กรรม ก็ได้ช่วยมารดาสู้รบกับพม่า หลังศึกพม่า พระภูเก็ต (เทียน) ได้รับความดีความชอบมีบรรดาศักดิ์เป็น พระยาทุกรราช (เทียน) เจ้าเมืองภูเก็ต และได้รับตำแหน่งพระยาปลัดเมืองถลางอีกหนึ่งตำแหน่ง

ในปี พ.ศ.2333 พระยาทุกรราช (เทียน) ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็น พระยาเพชรคีรีศรีพิชัยสงครามรามคำแหง (เทียน) ในปี พ.ศ.2336 ได้รับคำสั่งให้นำกองทัพไปสมทบกับกองทัพเรือของสมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาถ ที่ช่องด่านสิงขร เมืองประจวบคีรีขันธ์ ไปทำศึกกับพม่า แย่งเมืองมะริด ทวาย และตะนาวศรี แต่ไม่สำเร็จ เพราะกองทัพบกไปเสียทีพม่าที่ลำน้ำน้อยเมืองกาญจนบุรีเสียก่อน พระยาเพชรคีรีศรีพิชัยสงครามรามคำแหง (เทียน) ได้กลับมายังเมืองถลางโดยปลอดภัย และได้ปกครองเมืองถลางมาถึง 20 ปี

จนถึงปี พ.ศ. 2352 เมืองถลางถูกพม่าโจมตีอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้พม่าตีเมืองถลางแตก ปล้นเอาทรัพย์สินของเมืองถลางไปเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะแร่ดีบุกที่ถลุงไว้แล้ว หลังจากเมืองถลางแตก นายประสิทธิ ชิณการณ์ นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น สันนิษฐานว่าท่านและครอบครัวอาจจะถูกพม่าจับตัวไปยังกรุงอังวะ จากนั้นข่าวคราวต่างๆ ก็สูญหายไปด้วย

พระยาเพชรคีรีศรีพิชัยสงครามรามคำแหง (เทียน) มีบุตรชาย-หญิงกี่คนไม่ปรากฏชัดเจน เพียงแต่มีกล่าวในพงศาวดารถลางปรากฏหลักฐานในหนังสือประชุมพงศาวดารฉบับหอสมุดแห่งชาติ ภาค 2 ว่า มีบุตรชาย 2 คน ชื่อ ศึก กับชื่อ เสือ ทั้ง 2 ท่านนี้เป็นที่ยอมรับของผู้สืบสกุล

พระยาเพชรคีรีศรีพิชัยสงครามรามคำแหง (เทียน) เป็นบุคคลในสายสกุล “ประทีป ณ ถลาง”