วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ประเพณีแต่งงาน

ประเพณีแต่งงาน


ประเพณีแต่งงานของชาวภูเก็ต มีลักษณะผสมผสานกันทั้งจีน ไทย ฝรั่ง กลายเป็นไทยนิด จีนหน่อย ฝรั่งกลาย คือนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม ปัจจุบันการแต่งงานแบบไทย มีการหมั้นหมายและทาบทามสู่ขอเพื่อตกลงกำหนดวันพิธีขันหมาก ทำพิธีสงฆ์ หลั่งน้ำพระพุทธมนต์แก่คู่บ่าวสาว เลี้ยงฉลองและส่งตัวเข้าหอ มีพิธี “เวียนสาดเวียนหมอน” คือ เชิญคู่สามีภรรยาที่ครองคู่กันอย่างราบรื่นเป็นผู้ทำพิธีให้ การแต่งงานแบบจีนเดิมยึดถือประเพณีจีน แต่งตัวแบบจีนเจ้าสาวคลุมหน้าคลุมตา จะได้เห็นหน้าตอนเข้าหอ มีการคารวะผู้ใหญ่หลายครั้งหลายหนการทาบทามการหมั้น เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ทั้งสิ้น

การแต่งงานของชาวภูเก็ตส่วนใหญ่ เมื่อหนุ่มสาวชอบพอรักใคร่ ก็จะให้ผู้ใหญ่ไปสู่ขอและทำการหมั้นหมาย นัดวันแต่งงาน บางคู่มีการหมั้นและแต่งงานในวันเดียวกัน วันทำพิธีแต่งงาน ฝ่ายเจ้าบ่าวยกขบวนแห่ (ขบวนรถยนต์) ไปบ้านเจ้าสาว มี พัวเกี๋ย (เพื่อนเจ้าบ่าว) ไปเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว ยิ่งมากยิ่งดี มีการจุดประทัดต้อนรับเจ้าบ่าวอาจมีพิธีสงฆ์หรือไม่มีก็ได้ ในช่วงเช้าจะเริ่มพิธีคู่บ่าวสาวคารวะญาติผู้ใหญ่ด้วยการเชิญดื่มน้ำชา (เจี๊ยะเต๋) มีผู้เรียกขานชื่อญาติตามลำดับชั้น เข้ารับน้ำชาจากคู่บ่าวสาวในช่วงนี้ญาติพี่น้องจะให้เงินทองทรัพย์สินแก่คู่บ่าวสาว ปัจจุบันนิยมทำในตอนเย็นก่อนงานเลี้ยงตอนค่ำ กลางคืนมีพิธีส่งตัวเข้าหอ คู่บ่าวสาวในสมัยก่อนนิยมแต่งกายด้วยชุดครุยเจ้าบ่าวแต่งสูทแบบสากล หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา เจ้าสาวนิยมแต่งกายด้วยชุดราตรีสีขาวแบบฝรั่ง (ภูเก็ตเรียกว่า “ชุดบุ่นเบ๋ง”) เจ้าบ่าว สวมสูทแบบสากล

การแต่งงานแบบมุสลิม ชาวมุสลิมนิยมหาคู่หมั้นไว้ให้ลูกหลายของตนไปแต่งงานกับคนต่างศาสนา แต่ปัจจุบันการคบหาสมาคมกวางขวางขึ้น ทำให้การแบ่งแยกศาสนาในเรื่องคู่ครองลดความเข้มงวดลง

ประเพณีกินผัก

ประเพณีกินผัก
ประเพณีกินผัก
ประเพณีกินผัก

ประเพณีกินเจ ซึ่งชาวภูเก็ตเรียกว่า “งานกินผัก” หรือ “เจี๊ยะฉ่าย” จัดขึ้นระหว่างวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 ถึงวันขึ้น 9 ค่ำเดือน 9 ของจีน ซึ่งตรงกับเดือน 10 ของไทย ประเพณีกินผัก เป็นประเพณีดั้งเดิมของชาวภูเก็ต ซึ่งได้รับอิทธิพลจากจีน เริ่มมีการจัดขึ้นครั้งแรกที่อำเภอกะทู้ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีชาวจีนเข้ามาทำเหมืองแร่อยู่เป็นจำนวนมาก

ประเพณีกินผักนี้ สืบเนื่องมาจากชาวจีนในภูเก็ต ต้องการที่จะดำรงประเพณีดั้งเดิมของตนไว้ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บและอันตรายต่าง ๆ จึงได้ส่งตัวแทนไปน้ำขี้เถ้าและควันธูป (จุดธูปต่อเนื่องกันมา) ที่มณฑลกังไส ประเทศจีนนำมาบูชาที่ศาลเจ้ากะทู้เป็นแห่งแรก มีการเซ่นไหว้บวงสรวงดวงวิญญาณของบรรพชนและเซียน อันประกอบด้วยนักรบต่าง ๆ มีการทรงเจ้าองค์ต่าง ๆ ซึ่งแต่ละองค์ก็มีอภินิหารต่าง ๆ กัน ประเพณีกินผัก จึงเป็นประเพณีซึ่งมีการผสมผสานความเชื่อของชาวจีนในลัทธิต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เช่น ลัทธิเต๋า ลัทธิขงจื้อ การนับถือเทพเจ้าบนพื้นดินบนสวรรค์ พระอิศวรผู้ยิ่งใหญ่ในจักรวาล และพุทธศาสนามหายาน

ประเพณีกินผักมีจุดมุ่งหมายเพื่อชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ผู้ร่วมพิธีจะสวมชุดขาว งดการบริโภคเนื้อสัตว์ เพื่อความเป็นสวัสดิมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

การประกอบพิธีกรรมในประเพณีกินผัก ทั้งที่ศาลเจ้าและที่บ้าน ผู้ที่จะกินผักที่บ้านของตนเองนั้น จะเริ่มต้นด้วยการทำความสะอาดอุปกรณ์เครื่องใช้ที่จะใช้ประกอบอาหารจนหมดกลิ่นคาว หรือใช้ภาชนะชุดใหม่ในการประกอบอาหารเพื่อความสะอาดบริสุทธิ์ หรือที่เรียกว่า “เช้ง” ส่วนผู้ที่ประกอบพิธีจะไปรับประทานอาหารที่โรงครัวของศาลเจ้า การกินผักจะมี 9 วัน แต่ผู้ที่ร่วมกินผักนั้นอาจจะสมัครใจกิน 3 วัน 5 วัน หรือทั้ง 9 วัน ก็ได้ ผู้ที่จะกินผักจะต้องตามไปเคารพสักการะเทพเจ้าที่ศาลเจ้า (อ๊าม)

พิธีกินผักที่ศาลเจ้าจะเริ่มต้นด้วยการยก เสาโกเต้ง (เป็นเสาธงสูงปลายเสาเป็นไม้ไผ่แขวนตะเกียงน้ำมัน 9 ดวง) อันหมายถึงดวงวิญญาณของกิวอ๋องไต่เต่ คำว่า กิวอ๋องไต่เต่ หมายถึง เทพเจ้า 9 องค์ ในช่วง 9 วันนี้ จะมีพิธีย่อย ๆ หลายอย่าง เช่น

พิธีบูชาเจ้า มีการบูชาด้วยเครื่องเซ่น ทั้งที่ศาลเจ้าและที่บ้านของผู้ที่กินผักทำในวันแรกของพิธี

พิธีโขกุ้น เป็นการเลี้ยงทหาร จะทำในวันขึ้น 3 ค่ำ 6 ค่ำ 9 ค่ำ หลังเที่ยงมีการเตรียมอาหาร เหล้า สำหรับเซ่นสังเวยทหารปละม้าศึก

พิธีซ้องเก็ง เป็นการสวดมนต์ จะสวดวันละ 2 ครั้ง ในตอนเช้าและตอนค่ำ

พิธีบูชาดาว จะทำในคืนวันขึ้น 7 ค่ำ มีการแจกฮู้ (กระดาษยันต์สีเหลือง) เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้กินผัก

พิธีแห่พระ พระจะออกเดินไปตามท้องถนนเพื่อโปรดสัตว์ มีเกี่ยว (เก่ว) หามพระบูชาต่าง ๆ ไปตามถนน ในขณะที่ขบวนผ่านชาวบ้านจะตั้งโต๊ะบูชา และจุดประทัดต้อนรับขบวนที่ผ่านมา พิธีลุยไฟ (โก๊ยโห้ย) เป็นการแสดงความศักดิ์สิทธิ์ของพระ ที่สามารถบังคับไฟไม่ให้ร้อน และถือว่าเป็นไฟที่ชำระความสกปรกของร่างกายให้บริสุทธิ์ได้

พิธีโก๊ยห่าน จะกระทำหลังพิธีลุยไฟ ผู้เข้าร่วมพิธีจะต้องเตรียมสิ่งของต่อไปนี้ คือ กระดาษตัดเป็นรูปตนเองเขียนชื่อกำกับเอาไว้ ผักกุ๊ยฉ่าย 1 ต้น และเงิน ผู้เข้าร่วมพิธีสะเดาะเคราะห์จะต้องนำของเหล่านี้ผ่านผู้เข้าทรง ซึ่งยืนอยู่สองข้างทางเดิน เอาสิ่งของมอบให้ผู้เข้าทรง ผู้เข้าทรงจะประทับตราสีแดงด้านหลังเสื้อที่สวม ซึ่งเรียกว่า “ต๊ะอิ่น”

พิธีส่งพระ กระทำในวันสุดท้ายของการกินผัก โดยตอนกลางวันจะมีการส่งเทวดาหรือเง็กเซียนฮ่องเต้ ซึ่งจะส่งกันที่หน้าเสาธง ส่วนกลางคืนจะส่งพระกิวอ๋องฮุดโจ้วกลับไปสู่สวรรค์ โดยส่งกลับทางทะเล เมื่อขบวนส่งพระออกพ้นประตู ตะเกียงที่แขวนอยู่บนเสาโกเต้งจะถูกลดลง และทหารที่เรียกมาก็จะถูกส่งกลับ เป็นอันเสร็จพิธี

การกินผักในภูเก็ต จะคับคั่งไปด้วยผู้คนที่มาร่วมพิธีนี้ ทุกศาลเจ้าจะมีการประกอบอาหารแจกจ่ายราษฎรทุกวัน การได้กินข้าวในศาลเจ้า ถือว่าเป็นเสมือนยาที่จะรักษาโรคผู้เจ็บป่วยได้

วัฒนธรรมทางภาษาภูเก็ต

วัฒนธรรมทางภาษาภูเก็ต


ภาษาของภูเก็ตแตกต่างไปจากภาษาของภาคใต้ทั่วไป ทั้งในด้านสำเนียงของภาษาการใช้คำเรียกชื่อสิ่งของและสถานที่ต่าง ๆ เนื่องจากภูเก็ตเป็นจังหวัดที่มีคนหลายชาติหลายภาษาเข้ามามีอิทธิพลเหนือคนพื้นเมืองในภูเก็ต โดยเฉพาะคนจีนได้เข้ามาตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ เข้ามาตั้งเตาถลุงแร่ และพากันหลั่งไหลเข้ามาทำงาน และตั้งถิ่นฐานในภูเก็ตเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งเมืองภูเก็ตมีประชาชนชาวจีนมากกว่าชนพื้นเมืองเสียอีก (จากหลักฐานสมัยอยุธยา แฮมิลตันได้บันทึกเรื่องราวไว้เมื่อ พ.ศ.2243-2262 ตรงกับ ค.ศ.1700-1719 ว่าบ้านเมืองนี้ปกครองด้วยคนจีน กดขี่ขูดรีดประชาชน ประชาชนค่อนข้างยากจน มีความเป็นอยู่อย่างง่าย ๆ และค่อนข้างจะเฉื่อยชา) ฉะนั้นภาษาของชาวภูเก็ตจึงเป็นภาษาที่ใช้ทับศัพท์ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ภาษามลายู ภาษาไทย และภาษาพื้นเมืองปะปนกันไปโดยตลอด และถือว่าเป็นภาษาเฉพาะตัวที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวภูเก็ตเท่านั้น เช่น

ภาษาท้องถิ่นภูเก็ต ปลาถ้ำ หาญตาย เบื้องขวด ดันพุง เคี่ยวใจ ลักซอก เหม็ดหลอ ถกหวัก เกลือเคย ไฟแกบ มีดแกะ รางราง หม่านิ้ง หอยขร่วน เหล็กไฟ ช้ำทอน ถั่วพรั่ง เหลว เอิดใจ เหล็กขูด เห็นดู หวังเหวิด กำดิง ชุ่น

คำยืมจากภาษาจีนฮกเกี้ยน จุ้ยก้าว เก้เปียะ เสียวโป๋ย ป๋าน ก่าโต้ อ่างอิ๋ว อี้เจ่ โฮเส่ เปาะเปี้ย ต่าวโฮ้ย อั่งหม้อเหลา ป่ายปั๋ว ก๋วยเตี๋ยว

คำยืมจากภาษาอังกฤษ ปลั๊ก ลอรี่ แย็ก หอน สิบปันหน๊า ปั๊ม

คำยืมจากภาษามลายู ชันชี บาหวั้ง เป๊ะ ปาเต๊ะ ตาเบ๊ะ รองเง็ง หล่องป้าง บ่านซ้าน โกปี้ โหล่ตี้ เส่ล้อง อ่าโป้ง ซับบุ๋น ต่อล้า ต๊าห่าน หงู่หนี้ โตหลง

ภาษาไทยผสมจีน เสาหล่อเต้ง ค่อใน หม่ำฉ่อ หมูต่าวอิ๋ว เชือกเกี่ยมฉ้าว อี่เจียะโก้ย

การละเล่นพื้นเมืองภูเก็ต

การละเล่นพื้นเมืองภูเก็ต

เนื่องจากชาวภูเก็ตที่ไม่นิยมจดบันทึกวรรณกรรมพื้นบ้านไว้เป็นลายลักษณ์อักษร หากแต่ใช้การจดจำและเล่าสืบต่อมา อาจเป็นเพราะยุคก่อนผู้คนยังไม่ได้รับการศึกษามีผู้อ่านออกเขียนได้น้อยมาก เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า จึงหลงลืมเลอะเลือนไปในที่สุด เช่นบทร้องของยี่เกรำมะนา เรื่องพระยาราชกปิตัน ซึ่งเป็นนายเรือชาวอังกฤษแต่งงานกับสาวชาวภูเก็ต แล้วรับภรรยาเดินทางไปยังเมืองกัลกัตตา เล่ากันว่า บทร้อยหรองสำหรับการขับร้องของตัวเอกของเรื่องนี้มีความไพเราะ และมีชั้นเชิงศิลปะการใช้ถ้อยคำที่น่าสนใจมาก แต่ปัจจุบันหาผู้จดจำมิได้อีกแล้ว วรรณกรรมที่หลงเหลือเป็นลายลักษณ์อักษรที่พอจะหาดูได้ในปัจจุบัน ได้แก่ หนังสือบุด ซึ่งศูนย์ศิลปวัฒนธรรม สถานบันราชภัฏภูเก็ตกำลังรวบรวม โดได้รับความร่วมมือจากผู้ที่มีไว้ในครอบครอง บริจาคไว้เพื่อให้ศึกษาทางศูนย์ศิลปวัฒนธรรมได้นำมาปริวรรต และพิมพ์อัดสำเนาออกเผยแพร่แก่ผู้ที่สนใจไปบ้างแล้ว เช่น หนังสือบุดช้างน้อย เรื่องพิเภกสอนบุตร พาลีสอนน้อง สวัสดิรักษา เป็นต้น นอกจากนี้ ได้มีผู้รวบรวมปริศนาคำทาย ที่ชาวภูเก็ตรุ่นเก่านำมาเล่นทายกัน และจัดพิมพ์อัดสำเนาเผยแพร่ เช่น ปริศนาคำทายจากบ้านม่าเหลา บ้านในทอน บ้านบางเทา บ้านลิพอน บ้านบ่อแร่ นางบุญนาค ศรีอักษร ได้รวบรวมนิทานพื้นบ้านภูเก็ตโดยการสัมภาษณ์และจัดพิมพ์อัดสำเนาได้หลายเรื่อง เช่น นิทานตายมดึง นิทานพ่อตาโต๊ะแซะ นิทานขี้เดินได้ นิทานเขานางพันธุรัตน์

วรรณกรรมพื้นบ้านที่ยังไม่ได้บันทึก ยังมีอื่น ๆ อีกมาก เช่น ปริศนาคำทาย สุภาษิตคำพังเพย ลายแทง เพลงเปล (เพลงกล่อมเด็ก) ตนโย้ง เพลงนา นอกจากนี้ จดหมายเหตุเมืองถลางตัดเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ อันมีค่ายิ่งของชาวภูเก็ต เป็นเรื่องราวของเมืองถลางในช่วง พ.ศ.2319 ถึง พ.ศ.2336 รวม 48 ฉบับ เป็นจดหมายที่ขุนนางเมืองถลาง เขียนถึงกัปตันฟรานซิส ไลท์ ที่เมืองปีนัง ด้วยภาษาที่ใช้ในเมืองถลางสมัยนั้น สำนวนภาษาที่ใช้เป็นเอกลักษณ์ของชาวภูเก็ตอย่างแท้จริง

การละเล่นพื้นเมืองภูเก็ต

การละเล่นพื้นเมืองภูเก็ต


การละเล่นเพื่อความบันเทิงของชาวภูเก็ตได้แก่ ตนโย้ง รองเง็ง ลิเกป่า หนังตลุง มโนราห์ ลิเก เป็นการละเล่นที่ได้นำมาแสดงในงานรื่นเริงต่าง ๆ และเลือกมาแสดงหรือละเล่นกันตามเชื้อสายเดิมของกลุ่มคนในละแวกหนึ่ง ๆ ชาวภูเก็ตเชื้อสายมาเลย์นิยมให้มีการเล่นรองเง็ง ตนโย้ง หรือลิเกป่า ในขณะที่ชาวภูเก็ตเชื้อสายไทยนิยมลิเก หนังตะลุง หรือมโนราห์ เหล่านี้เป็นต้น

ปัจจุบัน การละเล่นที่กล่าวมานี้เสื่อมความนิยม ที่ยังคงเหลืออยู่ก็มีการดัดแปลงประยุกต์จนผิดเพี้ยนไปจากเดิม เช่น นำรองเง็งมาดัดแปลงท่าร่ายรำให้มีกระบวนท่าสวยงามและมีความพร้อมเพรียง หนังตลุง มโนราห์ ลิเก นำเอาดนตรีประเภทสตริงมาใช้มีนักร้องและหางเครื่องเล่นเป็นการโหมโรงเรียกผู้ชม ตลอดจนการประยุกต์เรื่องหรือบทที่นำมาเล่น ตนโย้ง ลิเกป่า เป็นสิ่งซึ่งหาดูได้ยากขึ้น เพราะไม่มีใครนพมาเล่นหรือนำมาร่วมรายการแสดงในเทศกาลรื่นเริงต่าง ๆ ของชาวภูเก็ตเป็นเวลาหลายปีมาแล้ว

ส่วนการละเล่นของเด็ก ๆ ชาวภูเก็ตนั้น เด็กรุ่นเก่าจะรู้จักชื่อการละเล่นเหล่านี้ ได้แก่ อีฉุด ทอยราว ราวเด้อ อาว่าย ขว้างโผล้ เข้นังยอง นางชี หมากขุม เตย โตก (ซ่อนหา) ฯลฯ ในขณะที่เด็กรุ่นใหม่อาจไม่เคยได้ยิน หรือแทบจะไม่รู้จักการละเล่นเหล่านี้เลย เพราะขาดการถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่ง และเครื่องเล่นสมัยปัจจุบันจะดึงดูดความสนใจเด็กรุ่นใหม่ได้มากกว่า ในที่นี้จะนำการละเล่นพื้นเมืองของภูเก็ตมากล่าวไว้พอเป็นตัวอย่างเท่านั้น
อีฉุด
อีฉุด

อีฉุด

เป็นการเล่นที่ใช้เศษกระเยื้องเป็นอุปกรณ์ ผู้เล่นกี่คนก็ได้ ถ้า 2 คนขึ้นไป ก็จะผลัดกันเล่นหรือเป็นกลุ่มก็จะแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม และจะมีการแข่งขันกันในระหว่างผู้เล่น แต่ถ้าเล่นคนเดียวก็จะเป็นการเล่นเพื่อสนุกสนานแก้เหงา

วิธีเล่น ก่อนเริ่มเล่นผู้เล่นจะต้องบอกข้อตกลงหรือกติกาการเล่นให้ทุกคนเข้าใจ และการตัดสินว่าใครจะเป็นผู้เล่นก่อนหรือเล่นหลัง โดยการ ลา ลา หล้า ทุมโบ้ง หรือที่เรียกในภาษากลางว่า “ชันชี” จากนั้น ผู้เล่นจะขีดเส้น และกำนหนดขอบเขตที่เล่น ผู้ที่ชนะในการ ลา ลา หล้า ทุมโบ้ง จะเริ่มเล่นก่อนโดยใช้เศษกระเบื้อง “ทอย” หรือ “โยน” เข้าไปในขอบเขตนั้น ผู้เล่นจะต้องเขย่งกระโดดขาเดียว และใช้ขาข้างที่เป็นหลักในการทรงตัวนั้น กระโดดเตะ หรือภาษาภูเก็ตเรียกว่า “ฉุด” ให้เศษกระเบื้องนั้นเคลื่อนที่ออกมาจากเขตแดนหนึ่ง ๆ จนครบ คือ ผ่านหมดทุกเขต ถือว่าชนะ ถ้าใครเสียหลักในการทรงตัวก็ถือว่าแพ้ ต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งเล่นต่อไป และผู้เล่นคนใหม่ก็ต้องเริ่มต้นใหม่ในการทอย และเขย่งกระโดดขาเดียว เข้าไป “ฉุด” กระเบื้อง “ทอย” ด้วยเท้าที่กำลังเขย่งกระโดดเช่นเดิม ฝ่ายใดทำสำเร็จก่อนจะเป็นผู้ชนะ

ทอยราว

เป็นการเล่นที่นิยมเล่นในกลุ่มเด็กผู้ชาย อุปกรณ์ที่ใช้ในการเล่นได้แก่ เม็กมะม่วงหิมพานต์ที่ยังไม่ได้กะเทาะเมล็ดออก ไม้ไผ่ผ่าซีก ก้อนอิฐ

วิธีเล่น ผู้เล่นจัดเรียงเม็ดมะม่วงหิมพานต์บนไม้ไผ่ผ่าซีก ซึ่งวางให้สูงจากพื้นโดยแผ่นอิฐ กำหนดระยะสำหรับให้ผู้เล่นใช้ความแม่นยำในการเล็ง และขว้างเม็ดมะม่วงที่วางอยู่บนรางไม้ไผ่ให้หล่นจากราง โดยใช้เม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่ผู้เล่นคัดเอามาใช้ขว้าง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่หล่นจากรางจะเป็นของผู้ขว้างได้ ผู้เล่นจะผลัดกันขว้างจนหมดราว เมื่อจะเล่นใหม่ก็จะนำเม็ดมะม่วงหิมพานต์มาลงกองกลางกันใหม่ เพื่อผลัดกันใช้ความแม่นยำกันอีก

เครื่องมือเครื่องใช้ในการประกอบอาชีพ

เครื่องมือเครื่องใช้ในการประกอบอาชีพ

สมัยก่อนชาวภูเก็ตต้องใช่วัสดุในท้องถิ่นจักทำเครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือนขึ้นเองหรืออาจหาซื้อจากผู้มีฝีมือในการทำเครื่องมือเครื่องใช้เหล่านี้ออกจำหน่าย ได้แก่ หม้อดินเผา กระบวยตักน้ำ ทัพพีกะลามะพร้าว กระบุงตะกร้าไม้ไผ่ กระสอบเสื่อจากใบเตย สอบมุก กล่องใส่ของกระจุกกระจิก กันหม้อที่รองก้นหม้อสานด้วยเรียวมะพร้าว เตาไฟก่อขึ้นจากดินเหนียวอัดแน่นเป็นที่รองรับก้อนเส้า สำหรับชาวภูเก็ตที่มีฐานะดีจะก่อเตาไฟด้วยอิฐถือปูน (ภูเก็ตเรียก “โพ”) เชื้อเพลิงที่ใช้ในการหุงต้ม ได้แก่ ไม้ฟืนหรือเศษไม้ที่พอหาได้ในบริเวณใกล้บ้าน ต่อมาเชื้อเพลิงที่ใช้กับเตาไฟ ได้พัฒนาจากไม้ฟืนเป็นถ่านไม้ทะเลและถ่านไม้ตอน เกิดขึ้นจากการติดต่อค้าขายกับเมืองปีนังบางครอบครัวชาวจีนถือว่า เตาไฟหรือโพ เป็นที่สำหรับหุงหาอาหารจะแสดงการลบหลู่ดูหมิ่นไม่ได้ และจะมีจะมีกาทำพิธีบูชาเตาไฟด้วย

เครื่องมือในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม

เครื่องมือทำสวนมะพร้าว เช่น มีดเกี่ยวมะพร้าว มีดปอกมะพร้าว ลิงขึ้นมะพร้าว มีดพร้า จอบ และเสียม ฯลฯ

เครื่องมือทำสวยยางพารา เช่น มีดกรีดยาง ไฟส่องหน้ายาง กะลารองรับน้ำยาง ถังใส่น้ำยาง เครื่องรีดแผ่นยาง ฯลฯ

เครื่องมือทำนา เช่น ไถ คราด แกะเก็บข้าว (เครื่องมือเก็บข้าวที่ละรวง) กระเชอ กระด้ง ครกตำข้าว ครกสีข้าว ฯลฯ

เครื่องมือปลูกผัก เช่น กระบวยตักน้ำรดผัก ถังไม้ใส่ปุ๋ยคอก คราดไม้ไผ่ จอบดายหญ้า ฯลฯ

เครื่องมือเลี้ยงหมู เช่น คอกหมู ซึ่งกั้นคอกด้วยต้นมะพร้าวที่นำมาเลื่อยเป็นท่อน ๆ รางข้าวหมูซึ่งนำไม้มาขุดทำเป็นรางข้าว มีดหั่นหยวกกล้วยอาหารหมู (ลักษณะโค้งเหมือนพระจันทร์เสี้ยว มีมือถือสองข้าง) ฯลฯ

เครื่องมือประมงชายฝั่ง เช่น เรือ พาย แห เบ็ด อวน ไซ ลอบ กัด หยองตกปู ข้องใส่ปลา ฯลฯ เครื่องมือในการประกอบอาชีพร่อนแร่

ชาวภูเก็ตที่ไม่มีทุนทรัพย์พอแก่การทำเหมืองแร่ สามารถหาแร่เพื่อการยังชีพด้วยการร่อนแร่และขุดหาแร่ในบริเวณนอกเขตสัมปทานที่คาดว่ามีแหล่งแร่ หรือได้รับอนุญาตจากผู้ได้รับสัมปทานในการทำเหมืองแร่ให้ร่อนแร่ท้ายรางเหมืองสูบ ผู้ที่หาแร่ดีบุกด้วยวิธีนี้ ต้องมีใบอนุญาตจากสำนักงานทรัพยากรธรณีจังหวัด ให้ทำการร่อนแร่หรือขุดหาแร่นอกเขตสัมปทานได้ปีต่อปี เครื่องมือที่ใช้หาแร่แบบนี้ได้แก่ เลียงร่อนแร่ เหล็กขุด กะลาใส่แร่ หมวกกุ้ยเล้ย ผ้าโพกหัว เสียม (เหล็กแล่ง) ค้อนแบบตะขอเหล็ก ฯลฯ ปัจจุบันอาชีพนี้ยังคงมีทำกันบ้างเล็กน้อยไม่เหมือนแต่ก่อน ผู้มีทุนทรัพย์จะขอสัมปทานทำเหมือนแร่โดยใช้เครื่องจักรและว่าจ้างคนงาน (ถ้าเป็นระดับกรรมกรจะเรียกว่ากุลีเหมือง)

เหมืองแร่ดีบุกที่นิยมทำกันในสมัยก่อนมีหลายแบบ เช่น เหมืองหาบ เหมืองสูบ เหมืองฉีด เหมืองรู เป็นต้น มายุคหลังประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา กิจการเหมืองแร่ซึ่งดำเนินงานโดยชาวต่างประเทศได้หยุดชะงัก ทำให้ประชาชนบางกลุ่มตื่นตัวเรื่องการทำแร่ในทะเล และนำวิธีการแบบเรือขุดแร่ของบริษัทต่างประเทศมาใช้ คือ เครื่องจักรดูดแร่ในทะเลขึ้นมา ที่มีทุนน้อยก็ใช้วิธีดำน้ำหาแหล่งแร่ เมื่อพบก็ใช้วิธีตักขึ้นมา ซึ่งต้องอาศัยผู้ชำนาญในการดำน้ำ ปัจจุบันแร่ดีบุกกำลังจะหมดไป ฉะนั้นเหมืองแร่ขนาดใหญ่จึงต้องปิดกิจการ ยังคงมีการทำเหมืองแร่กันบ้าง ก็เป็นเหมืองแร่ในทะเล

ความเชื่อในท้องถิ่น

ชาวภูเก็ตมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องไสยศาสตร์ เวทย์มนต์คาถา และสิ่งเร้นลับซึ่งพิสูจน์ไม่ได้ ซึ่งสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ เช่น การตั้งศาลพระภูมิ โดยมีความเชื่อว่าศาลพระภูมิเป็นที่สิงสถิตของวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าที่ หรือเรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า “เจ้าที่เจ้าทาง” เมื่อคนภูเก็ตเข้าครอบครองดินแดนบริเวณใด ก็มักจะทำพิธีบวงสรวงเพื่อเซ่นไหว้เจ้าที่ เพื่อเป็นสวัสดิมงคลและคุ้มครองผู้ที่อยู่อาศัย เมื่อสร้างศาลพระภูมิเสร็จก็จะทำพิธีอันเชิญดวงวิญญาณของเจ้าที่มาสถิต และบวงสรวงด้วยอาหารคาวหวาน ซึ่งมักนิยมทำพิธีในวันเสาร์หรือวันอังคารข้างขึ้น เดือนสี่ นอกจากนี้ ชาวภูเก็ตเชื้อสายจีนจะบูชาเทวดา ที่เรียกว่า “ถี่กง” ซึ่งอัญเชิญไว้ที่หิ้งเล็กๆ ติดไว้ที่เสาบ้านด้านซ้ายมือของตัวบ้าน ทั้งนี้ด้วยเหตุผลประการเดียวคือ เพื่อให้คุ้มครองปกปักรักษาผู้อยู่อาศัยในบ้าน
ความเชื่อในท้องถิ่น
ความเชื่อในท้องถิ่น

ชาวภูเก็ตจะมีการปฏิบัติบางอย่าง เพื่อความเป็นสวัสดิมงคลของลูกหลาน เช่น ชาวภูเก็ตรุ่นเก่ามักจะห้ามมิให้ลูกหลานนอนในเวลาโพล้เพล้ใกล้ค่ำ โดยอ้างว่าตะวันจะข่มดวงตา (หวันขมตา) ตอนเย็นใกล้ค่ำจะไม่ออกมานั่งนอกบ้านหรือทักสิ่งใดๆ ที่ผิดปกติ เพราะเป็นเวลาที่ผี (วิญญาณ) ออกหากิน ให้เวลานั้นผ่านไปเสียก่อนจึงออกไปได้ ห้ามนอนหันศีรษะไปทางทิศตะวันตก เพราะเชื่อว่าคนตายเท่านั้นที่หันศีรษะไปทางทิศตะวันตก ห้ามขานรับเมื่อมีเสียงเรียกในเวลากลางคืน (ดึกๆ ) ห้ามกินผลไม้ที่มีโจแขวนอยู่ เพราะจะทำให้ท้องป่องไม่ยุบ และจะต้องตายในที่สุด ห้ามตัดเล็บในเวลากลางคืน เพราะผีหลังกลวงจะมาเก็บเล็บไปใส่หลังให้เต็ม ห้ามจ่ายเงินในช่วงเวลารับประทานอาหารเพราะเชื่อว่า ถ้าจ่ายในช่วงนั้นจะเก็นเงินทองไม่อยู่ เสร็จธุระเรื่องการกินเสียก่อนค่อยจ่ายเงิน หญิงมีครรภ์จะต้องเอาเข็มซ่อนปลายกลัดติดชายพกไว้เมื่อเวลาเกิดจันทรุปราคา ห้ามชมเด็กว่าน่ารัก สวย ดี ให้กล่าวว่า น่าเกลียดน่าชังแทน เพราะเกรงว่าภูติผีจะมานำตัวเด็กไป เชื่อว่าเด็กตัวร้อน ร้องไห้ และสะดุ้งบ่อยๆ โดยไม่มีสาเหตุเกิดจากวิญญาณบรรพบุรุษมาทัก ความเชื่อเกี่ยวกับการใช้ยากลางบ้าน ยาจากซินแส หรือยาจากการเข้าทรงของร่างทรง ในเรื่องนี้ ไม่ว่าในอดีตหรือปัจจุบัน ภูเก็ตก็ยังคงมีความนิยมอยู่ เช่น ไปเซียมซีขอยาจากศาลเจ้าต่างๆ เมื่อได้ชื่อยาก็จะมาเจียดยาที่ร้านขายยา บางสำนักซึ่งมีการเข้าทรงของวิญญาณต่างๆ จะมีการเตรียมยาต้มไว้ให้ผู้ป่วยอีกด้วย นอกจากนี้ ความเชื่อเกี่ยวกับน้ำมนต์ของหลวงพ่อวัดฉลองที่สามารถรักษาโรคกระดูกได้เป็นอย่างดี ความศักดิ์สิทธิ์ของไม้เท้าหลวงพ่อวัดฉลองที่สามารถรักษาโรคได้ ชี้ให้ปานหรือเนื้องอกหายได้

ส่วนความเชื่อของชาวเล หรือ ชาวน้ำ ซึ่งเป็นกลุ่มชนที่อพยพมาตั้งรกรากอยู่นานจนกลายเป็นชาวภูเก็ตที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นายสุธิวงศ์ พงษ์ไพบูลย์ ได้กล่าวถึงประเพณีลอยเรือของชาวเกาะสิเหร่ว่า ประเพณีนี้เกิดจากความเสี่ยงภัยในการดำเนินชีวิตตามสภาพที่ชนกลุ่มนี้ต้องเผชิญอยู่ แม้ชาวเลจะได้สมญาว่า “เจ้าทะเล” แต่พวกเขาต้องผจญภัยในทะเลเกือบตลอดเวลา และเคยเอาชีวิตสังเวยทะเลเป็นจำนวนไม่น้อย คลื่นลมคือมัจจุราชที่ฉกาจ จึงต้องหันมาพึ่ง “พึ่ง” (ผีฟ้าพวกหนึ่งเชื่อว่าลงมาจากสวรรค์ อาศัยอยู่ในทะเล มีลักษณะเป็นดวงไฟมีสีต่างๆ ) คือ เทพเจ้าแห่งเกาะ ซึ่งเชื่อว่าอาจดลบันดาลทุกสิ่งทุกอย่างให้เกิดขึ้นได้ ชาวเลจึงกระทำพิธีลอยเรือเพื่อขออำนาจเจ้าเกาะมาช่วยคุ้มครอง และขับไล่สิ่งอัปมงคลออกจากเกาะ เป็นความเชื่อที่เกิดเป็นนิสัยฝังลึกจนเกิดเป็นกิจกรรมต่างๆ เริ่มตั้งแต่เสาะหาไม้มาต่อเรือ สลักตุ๊กตาเป็นฝีพาย การทำตุ๊กตาสะเดาะเคราะห์เท่าจำนวนสมาชิกในแต่ละครอบครัว และเข้าร่วมพิธีกรรมตามคำแนะนำของ “โต๊ะหมอ” ผู้นำในการทำพิธีลอยเรือ

ความเชื่อเรื่องการเกิดของชาวเล จะต้องจัดสิ่งของต่างๆ ใส่สอบราด (ราด หมายถึง การให้เงินตอบแทน) สำหรับตั้งราดให้แก่หมอตำแย เพื่อให้การคลอดปลอดภัย ได้แก่ ข้าวสาร 1 กระป๋องเล็ก ด้ายดิบ 1 ขด เทียน 1 เล่ม หมาก 5 คำ พลู 5 ใบ เงินแล้วแต่จะให้ ความเชื่อเรื่องการฝังศพ เมื่อฝังศพผู้ตาย 1 ศพ ต้องปลูกมะพร้าวไว้ 1 ต้น เพื่ออธิษฐานว่าบรรพบุรุษเมื่อตายไปแล้วชีวิตลูกหลานอยู่กันเป็นสุขหรือไม่ ถ้ามะพร้าวงอกงามดีแสดงว่ามีความสุข คนตาย 1 คน จะต้องใช้มะพร้าว 2 ผล ผ่าสังเวยการฝังศพ ศพของผู้ตายจะหันศีรษะไปทางทิศเหนือ เพื่อให้ตรงกันข้ามกับคนที่มีชีวิตอยู่ หลังจากไปร่วมงานศพแล้วล้างมือ ล้างเท้า ให้สะอาด มิฉะนั้นวิญญาณของผู้ตายจะมาหลอกหลอน